เขาไม่ได้รวดเร็วปราดเปรียวเช่นที่ผ่านมา เพียงก้าวเดินออกมาราวกับคนชราสามัญในโลกีย์ ท่วงท่าชวนให้รู้สึกอ้างว้างหดหู่
หลินเฟิงจับจ้องจี๋เฟิงสิงไม่วางตา ครั้นเห็นระยะห่างระหว่างทั้งสองลดเหลือไม่ถึงหนึ่งลี้ ร่างก็ขยับหมายจะวิ่งไปอีกทิศทาง
“หยุด หยุดก่อน หลินเฟิง ฟังคำของข้าสักประโยค...”
จี๋เฟิงสิงรีบยกมือส่งสัญญาณว่าตนไม่มีเจตนาลงมือ เพียงต้องการกล่าวสักสองสามคำ
เพียงก้าวเดินไม่กี่ก้าว จี๋เฟิงสิงก็ตัดสินใจในใจแล้วว่าจะไม่เข้าไปพัวพันกับการต่อสู้ครั้งนี้อีก ทั้งยังคิดหาทางถอนตัวจากการร่วมมือกับเกาเจิ้งชิงและมู่เฉียนหยาง พยายามอย่างสุดกำลังเพื่อคืนดีกับหลินเฟิง
หลินเฟิงถอยหลังสองก้าว มองจี๋เฟิงสิงอย่างระแวดระวัง
จี๋เฟิงสิงเองก็รู้ความ จึงหยุดฝีเท้า ไม่เข้าใกล้หลินเฟิงอีก
ทั้งสองอยู่ห่างกันเกินครึ่งลี้ ต่างฝ่ายต่างจ้องมองกัน
“หลินเฟิง เจ้าเป็นฝ่ายชนะ ข้ายอมรับความพ่ายแพ้ น้องสาวของเจ้าเพียงถูกเชิญขึ้นไปบนเขา มิได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย”
ถ้อยคำนี้กล่าวออกจากปากจี๋เฟิงสิงได้อย่างยากเย็นยิ่ง
ในฐานะประมุขสำนักเร้นกายที่มีชื่ออยู่ในระดับแนวหน้า ความหยิ่งทระนงที่ฝังลึกในกระดูกไม่ยอมให้เขายอมรับผิดหรือก้มหัวให้ผู้ใดโดยง่าย
โดยเฉพาะต่อหน้าผู้บำเพ็ญตนระดับต่ำกว่าตนอย่างมาก
แน่นอนว่า บัดนี้เขาไม่คิดอีกแล้วว่าขอบเขตการบำเพ็ญของหลินเฟิงจะต่ำกว่าตน
หลินเฟิงแค่นเสียงเย็นชา มิได้กล่าวอะไร
จี๋เฟิงสิงรู้ว่าอีกฝ่ายคงไม่เชื่อโดยง่าย จึงได้แต่ถอนหายใจยาว
“หลินเฟิง ข้ายอมรับในความสามารถของเจ้า พวกเราไม่อาจกดข่มเจ้าได้ ทว่าอย่างที่เห็นอยู่ตรงหน้า แม้เจ้าจะคิดเอาชนะข้า เกรงว่าก็ทำได้ยาก มิสู้กล่าวเงื่อนไขของเจ้ามา แล้วเรายุติการต่อสู้กันดีหรือไม่?”
