จ้าวกุยก้าวฉับ ๆ ออกจากประตูสำนักหนังสือจินซาน มุ่งหน้ากลับบ้านโดยไม่หันมองอีก
เหล่าผู้ติดตามเร่งฝีเท้าตามหลังเขาไป ต่างไม่รู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้น
จ้าวกุยไม่กล้าหันกลับไป ทว่าในใจกลับหัวเราะเยาะ
ศัตรูคู่แค้นของตระกูลว่าน ใคร ๆ ก็รู้ว่าเป็นหลินเฟิง
แล้วหลินเฟิงผู้นั้นเป็นใครกัน?
ไท่ซือว่านกุมอำนาจทั่วราชสำนัก แม้แต่บิดาของตนยังให้ความเคารพเขาอยู่หลายส่วน อ๋องรุ่ยยังถูกเขาต่อว่าจนยากจะกล้ำกลืน
แต่บุคคลผู้ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ บุตรชายของเขาตายอย่างไรเล่า?
ทั่วทั้งราชสำนัก ใครบ้างไม่รู้ว่าว่านจั๋วเป็นแก้วตาดวงใจของไท่ซือว่าน แต่กลับถูกคนจับแช่ไว้ในคูเมืองจนกลายเป็นหมั่นโถวฟูฟ่อง
บัดนี้ยังจะให้ข้าหาผู้วิเศษมาช่วยแก้แค้นให้ตระกูลเจ้าอีกหรือ?
หรือเห็นว่าข้ายังมีอายุยืนยาวเกินไป?
หรือคิดว่าข้าดูโง่เขลานัก?
จ้าวกุยเดินบ่นอยู่ในใจอย่างขุ่นเคือง บิดากับบุตรตระกูลว่านคู่นี้ช่างไม่รู้จักกาลเทศะ ถูกบีบคั้นจนสมองเลอะเลือนไปหมดแล้ว
คิดจะจัดการหลินเฟิง ยังต้องให้เจ้าออกหน้าอีกหรือ ข้าหาคนเองไม่เป็นหรือไร?
แต่ทั่วหล้านี้จะมีผู้วิเศษที่พึ่งพาได้สักกี่คนกัน ที่ยอมให้เจ้าใช้งาน?
หากผู้วิเศษยอมให้เจ้าใช้งานได้ ยังจะเรียกว่าผู้วิเศษอีกหรือ?
ตลอดทางจ้าวกุยไม่คิดเรื่องอื่นเลย กระทั่งเข้าบ้านไปแล้วก็ยังคงด่าพึมพำไม่หยุด
เมื่อเดินอ้อมกำแพงฉากบังตาขนาดใหญ่ พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นบิดาของตน อ๋องลู่จ้าวปิ่ง ยืนอยู่หน้าประตูโถงรับแขก จ้องมองเขา
“เสด็จพ่อ นี่...”
อ๋องลู่กวักมือ “กุยเอ๋อร์ มานี่”
เขาเรียกจ้าวกุยเข้าไปในห้อง แล้วให้บ่าวไพร่ออกไปจนหมด
“จ้าวกุย จงนำป้ายเอวของบิดาไปยังภูเขาอวี้ฝู เชิญนักพรตเจินมาพบ บัดนี้”
