ใครจะรู้ว่าช่วงแรกพวกเขาดำเนินการได้อย่างราบรื่น ครั้นพบว่าเจิ้นซีไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ กำลังเตรียมยกทัพโจมตีเมืองปาหลู่เค่อซือ ก็ได้รับข่าวว่าหลินเฟิงกำลังนำทัพใหญ่มุ่งหน้ามายังเมืองปาหลู่เค่อซือ
ว่านเหยียนอู้เฟิงตกตะลึงจนหน้าถอดสี พลันเรียกว่านเหยียนอู๋จี๋ ว่านเหยียนชิงเทียน อัครมหาเสนาบดีอู้ซาเร่อ เวินตี๋ฮั่น และคนอื่น ๆ เข้าวังเพื่อหารือ
ว่านเหยียนอู๋จี๋และว่านเหยียนชิงเทียนเป็นนักรบเกราะทองเที่ยเจิน ทั้งสองเคยต่อกรกับหลินเฟิงในช่วงแรก จึงรู้ดีว่าหลินเฟิงเก่งกาจเพียงใด ส่วนเวินตี๋ฮั่นก็เคยประสบกับความพ่ายแพ้ย่อยยับด้วยตนเอง
ดังนั้นคนเหล่านี้จึงมองหน้ากันไปมา ครั้นได้ยินคำถามของฮ่องเต้ ต่างก็พูดไม่ออก
“เกิดเรื่องอันใดขึ้น คราวนั้นข่าวที่ว่าหลินเฟิงตายแล้วแพร่มาจากที่ใด?”
ว่านเหยียนอู๋จี๋หันไปถามเวินตี๋ฮั่น
เวินตี๋ฮั่นทำสีหน้าบริสุทธิ์ใจ “ท่านอ๋อง เรื่องนี้กระหม่อมไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ”
ว่านเหยียนอู้เฟิงโบกมือ “ยามนี้มิใช่เวลาสืบสาวเรื่องนั้น พวกเจ้าคนใดจะไปต้านศัตรู?”
ทั้งสามต่างหวาดหวั่นหลินเฟิง ไม่มีผู้ใดเต็มใจไป
อู้ซาเร่อมักช่วยคลี่คลายความลำบากพระทัยของฮ่องเต้ได้เสมอ
ว่านเหยียนอู้เฟิงจึงหันพระเนตรไปทางอัครมหาเสนาบดี
ปีนี้อู้ซาเร่ออายุเกือบเจ็ดสิบปีแล้ว รับใช้ฮ่องเต้เที่ยเจินมาถึงสามรัชสมัย นับเป็นผู้เฉียบแหลมและเปี่ยมปัญญา
“ฝ่าบาท หลินเฟิงผู้นี้มิอาจใช้กำลังเอาชนะได้ เรื่องนี้นักรบเกราะทองทั้งสองท่านย่อมเข้าใจดีใช่หรือไม่?”
ว่านเหยียนอู๋จี๋กับว่านเหยียนชิงเทียนรีบพยักหน้า เรื่องนี้ใครจะกล้าปฏิเสธ
หากผู้ใดคิดว่าตนรับมือหลินเฟิงได้ ก็คงนำทัพไปแนวหน้าแล้ว
