เวินตี๋ฮั่นถอนหายใจ
“ใต้เท่าน่าเริ่น เดินทางรอนแรมม้าตลอดทางคงเหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก ท่านพักผ่อนให้เต็มที่ก่อน รอให้หายเหนื่อยแล้วค่อยคิดอ่านต่อไป”
น่าเริ่นหัวเราะเยาะ “ข้าเป็นคนเช่นไร? วีรบุรุษที่อยู่บนหลังม้าได้ตลอดทั้งปี จะมาเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางได้อย่างไร?”
เวินตี๋ฮั่นถูกคำพูดนั้นกระแทกจนพูดไม่ออก จึงแสร้งไอเพื่อกลบเกลื่อน แล้วไม่เอ่ยอะไรอีก
ว่านเหยียนชิงเทียนเห็นว่าบรรยากาศไม่สู้ดี จึงโบกมือกล่าวว่า
“แยกย้ายกันเถิด พรุ่งนี้ค่อยมาหารือกันใหม่”
อย่างไรเสียก็ต้องไว้หน้าผู้ดูแลใหญ่อยู่บ้าง เพราะเขามีฐานะเป็นผู้สวมเกราะทอง
ทุกคนพากันลุกขึ้น รอจนว่านเหยียนชิงเทียนหันหลังจากไปแล้ว จึงแยกย้ายกัน
น่าหลานกับน่าเริ่นนอนในกระโจมเดียวกัน
นางคิดจะพูดคุยกับพี่ชายเรื่องการแก้แค้นให้ดี เล่ารายละเอียดการปะทะระหว่างนางกับหลินเฟิงทุกครั้ง
หากเกลี้ยกล่อมน่าเริ่นให้กลับตัวไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องทำให้เขาเข้าใจจุดแข็งและจุดอ่อนทุกข้อของหลินเฟิง
ทว่าในท้ายที่สุด น่าหลานพึมพำอยู่เกือบครึ่งค่อนคืน จนคอแห้งผาก แล้วจึงพบว่าน่าเริ่นหลับไปแล้ว
เหลือเพียงน่าหลานที่มองแก้มของพี่ชายซึ่งหลับสนิท พลางถอนหายใจเงียบงัน
เช้าตรู่วันถัดมา น่าเริ่นถูกน่าหลานดึงให้ลุกขึ้น ทั้งคู่มุ่งหน้าไปยังค่ายของพยัคฆ์เดียวดาย
พยัคฆ์เดียวดายนั่งอยู่หน้ากระโจม มือประคองถ้วยชาร้อนที่มีไอพวยพุ่ง เหม่อมองไปไกลตามลำพัง
เขาดื่มสุราแรงไม่ได้แล้ว ส่วนน้ำเย็นก็ระคายปอดของเขา
จึงทำได้เพียงดื่มชา และต้องเป็นชาร้อนเท่านั้น
น่าเริ่นก้าวยาว ๆ มาหยุดตรงหน้าพยัคฆ์เดียวดาย โน้มตัวจ้องดวงตาของอีกฝ่าย มองซ้ายมองขวา
