ขอเพียงตนโน้มน้าวสือถุนได้ ให้เขาร่วมสวามิภักดิ์ต่อกองทัพเจิ้นซี เช่นนั้นตนก็จะออกไปพร้อมกับสือถุน
หากมีเพียงสือถุนออกไป ก็หมายความว่าทั้งสองเจรจากันไม่ลงตัว กองกำลังที่ซุ่มอยู่ด้านนอกย่อมลงมือปิดล้อมสังหารสือถุนกับหน่วยองครักษ์ของเขาได้ทันที
จงอู๋จี๋ก้าวเข้าประตูมาก็เห็นสีหน้าของเถ้าแก่ร้านกับเสี่ยวเอ้อ ครั้นมองถ้วยชาบนโต๊ะก็รู้ว่าแผนขั้นแรกไม่สำเร็จ
ยามนี้ทำได้เพียงดำเนินแผนขั้นที่สอง
สือถุนเดินฉับ ๆ มายังม้าศึกของตนอย่างขุ่นเคือง สอดเท้าเข้าห่วงอาน จับอานพลิกกายขึ้นหลังม้า ทว่ายังนั่งไม่มั่นคง ก็ได้ยินเสียงลูกธนูขนปีกแหวกสายลมหวีดหวิวอยู่ข้างหู
เสียงเช่นนี้สือถุนคุ้นเคยยิ่งนัก เขาเป็นขุนพลที่ฝ่าฟันสังหารมาจากสนามรบ ย่อมรู้ดีว่าเสียงนี้หมายถึงสิ่งใด
“ข้าศึกบุก...”
มีคนตะโกนเสียงดังขึ้นคำหนึ่ง ลูกธนูขนปีกบนท้องฟ้าก็โปรยลงมา
ลูกธนูขนปีกเต็มฟ้าประหนึ่งเมฆดำ เสียงซู่ซ่าดังระรัวราวฝนกระหน่ำใบกล้วย คลอไปกับเสียงร้องโหยหวนหลายคราและเสียงม้าศึกส่งเสียงร้องด้วยความหวาดกลัว
ทหารม้าศึกห้าร้อยนายของสือถุนพลันแตกตื่นอลหม่าน
ทหารองครักษ์หลวงต่างจากทหารรักษาพระองค์ พวกเขามีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยในนครหลวง หลายปีมานี้ไม่เคยผ่านการสู้รบในสนามรบ ทหารองครักษ์หลวงทุกนายล้วนมีชาติตระกูลและภูมิหลัง คุ้นชินกับการวางอำนาจในเมืองหลวง แล้วจะเคยพบเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร
หลังห่าธนูระลอกหนึ่ง ก็มีคนล้มลงเกลื่อนกลาด
ในหมู่ทหารของหน่วยองครักษ์ห้าร้อยนาย มีไม่น้อยที่เป็นทหารเก่าติดตามสือถุนมา ประสบการณ์การรบโชกโชน พวกเขาตั้งสติได้ในชั่วพริบตา รีบย่อตัวกลิ้งลงจากหลังม้า อาศัยร่างม้าศึกกำบังลูกธนู
