จูฉี่เซิ่งแอบเบ้ปาก ทว่าก็จนปัญญา
จะให้เขาพูดอย่างไร? จะขอให้หลินเฟิงช่วยดูแลรองเสนาบดีหลี่ปู้ผู้นี้หรือ?
เรื่องเหลวไหลเช่นนี้ เขาจูเฒ่าจะทำลงได้อย่างไร
ทำได้เพียงแสร้งมองไม่เห็น แล้วทอดสายตาสังเกตความเคลื่อนไหวของเมืองจิงซีอย่างละเอียด
เรือเจิ้นซีเทียบท่าได้เพียงสองเค่อ ประตูเมืองจิงซีก็เปิดกว้าง มีกองม้าศึกหลายสิบควบทะยานออกมาจากช่องประตู
ระยะทางราวสองลี้ ม้าศึกควบเต็มฝีเท้าก็มาถึงในชั่วพริบตา
อู๋รั่วหลิน ผู้ว่าการเมืองจิงซี นั่งอยู่บนหลังม้า ประสานมือร้องทักหลินเฟิงและคนอื่น ๆ บนเรือรบ
“หรือว่ากองทัพเจิ้นซีกำลังยกทัพเข้าวังเพื่อปราบกบฏ และผ่านเมืองจิงซีมาหรือ? ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพท่านใดอยู่บนเรือ ข้าอู๋รั่วหลิน ผู้ว่าการเมืองจิงซี ขอคารวะ”
เมืองจิงซีอยู่ไม่ไกลจากนครหลวง ในฐานะผู้ว่าการเมือง อู๋รั่วหลินจึงนครหลวงเพื่อเข้าเฝ้าฮ่องเต้อยู่เป็นนิจ
ยามเข้าเฝ้าฝ่าบาท อู๋รั่วหลินก็ไม่น้อยหน้าผู้ใดในการยัดเงินใส่มือจูฉี่เซิ่ง ทั้งสองจึงคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
จูฉี่เซิ่งรีบยิ้มพลางกล่าวว่า “ท่านเจ้าเมืองอู๋ ไม่พบกันนานสบายดีหรือไม่? ผู้ที่มาเยือนจวนของท่านครานี้คือจิ้งกั๋วโหว หลินเฟิง ขอเชิญใต้เท้าอู๋ขึ้นเรือมาสนทนากัน”
เมื่อเห็นหลินเฟิงพยักหน้า จ้าวซั่วก็สั่งทหารให้ก้าวออกไปวางสะพานขึ้นเรือทันที
อู๋รั่วหลินยินดีอย่างยิ่ง “อา ที่แท้เป็นแม่ทัพใหญ่เจิ้นซี ยินดีที่ได้พบ ยินดีที่ได้พบ...”
อู๋รั่วหลินผู้ว่าการเมืองจิงซีพาถงจือและผู้ตรวจการทหารประจำจวนมาด้วย ทั้งสามขึ้นเรือเจิ้นซีพร้อมกัน
ในฐานะเมืองสำคัญบนเส้นทางตะวันตกของนครหลวง อู๋รั่วหลินเป็นขุนนางที่ฝ่าบาททรงโปรดปรานยิ่ง
