ถงเถี่ยเฉียงมีสีหน้าเคร่งขรึมลงในที่สุด เขาก้มศีรษะเล็กน้อยแล้วถามเสียงเบา
“ไม่ทราบว่าฝู่ถ่งหลิ่งชางมีแผนการเช่นไร”
ชางลิ่วเช่อฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า“ถงเถี่ยเฉียง พวกเจ้าล้วนเข้าร่วมกับกองทัพเจิ้นซีแล้วหรือ”
ถงเถี่ยเฉียงมิได้ตอบ เพียงเผยสีหน้าไม่พอใจ
“ราชสำนักกลับส่งขันทีมาบัญชาการทหารองครักษ์หลวง ไม่ทราบว่าฝู่ถ่งหลิ่งชางคิดเช่นไร เหล่าทหารในค่ายสองของพวกเราล้วนไม่ยินยอม”
ชางลิ่วเช่อพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนหันไปมองกำลังพลสองพันนายที่อยู่ด้านหลังถงเถี่ยเฉียง
“แม่ทัพถง ข้าต้องกลับค่ายแล้ว ไม่ทราบว่าจะได้หรือไม่”
ถงเถี่ยเฉียงชะงัก ก่อนจะเข้าใจความหมายของเขาในทันที
เมื่อชางลิ่วเช่อมองออกแล้วว่าพวกเขาหลายคนคิดก่อกบฏ ถึงเวลาที่อีกฝ่ายจะกำจัดเขาเพื่อปิดปากแล้ว กำลังพลของตนมีสองพันนาย ส่วนอีกฝ่ายมีเพียงองครักษ์หลายร้อยคน
“ฝู่ถ่งหลิ่งชาง เล่าแผนการของท่านให้ข้าฟังได้หรือไม่”
ชางลิ่วเช่อขมวดคิ้วอย่างลำบากใจ
“แม่ทัพถง ท่านก็รู้ว่าในค่ายสามกับค่ายสี่ของข้า มีทหารที่มีเบื้องหลังเป็นเชื้อพระวงศ์อยู่มาก หากคิดจะทำการอย่างอื่น ย่อมก่อเรื่องได้ยาก”
ถงเถี่ยเฉียงยิ้ม“ต่อให้ค่ายของท่านมีเชื้อพระวงศ์อยู่มากเพียงใด จะมากกว่าค่ายสองของข้าได้หรือ”
ชางลิ่วเช่อชะงักไป เป็นความจริง ในทหารองครักษ์หลวง ค่ายหนึ่งกับค่ายสองซึ่งมีสถานะสูงกว่าค่ายอื่นนั้นมีเชื้อพระวงศ์อยู่มากที่สุด หากคิดแปรพักตร์ก็จำเป็นต้องลงมืออย่างเด็ดขาด การคิดก่อกบฏอย่างสงบสันติย่อมไม่มีทางสำเร็จไม่ว่าที่ใด
“ท่านจัดการเช่นไร”
ถงเถี่ยเฉียงยักไหล่“ท่านก็เห็นแล้ว ศีรษะของแม่ทัพสองคนนั้นที่ละเลยหน้าที่เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น ในค่ายยังมีศีรษะของทหารใต้บังคับบัญชาพวกเขาอีกไม่น้อย คงไม่จำเป็นต้องนำมาแสดงต่อท่านถ่งหลิ่งทีละคนกระมัง”
