อัศวินบนหลังม้าศึกสวมเกราะเกล็ดทองทั้งร่าง คาดสายรัดสีแดงไว้ที่เอว
ใบหน้าหยก ริมฝีปากชาด เผยรอยยิ้มให้หลินเฟิงพร้อมฟันขาวเรียงเป็นระเบียบ
หลินเฟิงรู้จักคนผู้นี้ นางคือใต้เท้าเถียนแห่งหลี่ปู้ที่ร่วมเรือรบกลับนครหลวง
หลินเฟิงไม่รู้ฐานะที่แท้จริงของนาง
จ้าวซั่วเองก็ไม่กล้าบอก
“หลินเฟิง อย่าเพิ่งไปสิ กล้าประลองกับข้าหรือไม่?”
จวีเฉาเยว่หรี่ตาพิจารณาอย่างละเอียด เห็นว่าคนผู้นี้ช่างคุ้นหน้าเป็นอย่างยิ่ง เขาขมวดคิ้วนึกอยู่ครู่หนึ่ง พลันตัวสั่นขึ้นมาทั้งร่าง
เขาคิดจะเตือนหลินเฟิง แต่กลับเห็นจ้าวเทียนอวี๋เหลือบมองตนแวบหนึ่งอย่างไม่ใส่ใจ
เขาหดคอ ถอยไปยืนด้านหลัง ไม่กล้าพูดอะไรอีก
ขุนนางทหารองครักษ์หลวงเหล่านี้ รวมถึงพลทหาร แม้จะหยิ่งทะนงเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อื่น แต่พออยู่ต่อหน้าราชนิกุลกลับหวาดเกรงอย่างยิ่ง
เพราะพวกเขามีบ้านอยู่ในนครหลวง ใต้พระบาทโอรสสวรรค์ คนรุ่นก่อนจนถึงคนรุ่นหนุ่มสาวต่างก็เคารพยำเกรงพระราชอำนาจถึงขีดสุด
หลินเฟิงยิ้ม “เจ้ายังเป็นรองเจ้าหลี่ปู้อยู่หรือ?”
จ้าวเทียนอวี๋เชิดหน้าขึ้น “บัดนี้ข้าเป็นเซียวฉีเซี่ยวเว่ยแห่งค่ายองครักษ์ใกล้ชิด มาเพื่อขอเรียนรู้ยอดวิชาของกองทัพเจิ้นซี”
“เจ้าได้ยินใครพูดว่ากองทัพเจิ้นซีมียอดวิชา?”
“หากกองทัพเจิ้นซีไม่มียอดวิชา ไฉนจึงรบชนะซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลินเฟิง อย่าหวงวิชาไว้คนเดียว เอาออกมาให้ข้าดูหน่อย”
หลินเฟิงถอนใจ “เฮ้อ ข้ามีวิชาดาบปี้เสีย เจ้าอยากเรียนหรือไม่?”
ดวงตาจ้าวเทียนอวี๋เป็นประกาย “วิชาดาบปี้เสียหรือ?”
