พวกเขาไม่ใช่ตระกูลโทกุงาวะ ทั้งยังไม่มีช่องทางติดต่อกับกองทัพเจิ้นซี จึงไม่กล้าข้ามช่องแคบจวี้เสินไปล่าถอยยังเกาะอื่น
ทำได้เพียงตั้งรับอย่างสุดกำลังในเมืองหลักจวี้ปาน หวังว่าจะร่วมมือกับกองกำลังชั้นยอดของราชวงศ์ต้านทานการบุกโจมตีของกองทัพเจิ้นซี
มณฑลสุ่ยเจ๋อถูกทอดทิ้ง ก่อให้เกิดความปั่นป่วนไปทั่วต้าเหอ
ตระกูลใหญ่ทั้งหลายมองเจตนาของตระกูลโทกุงาวะออกในทันที แม้ภายนอกยังไม่ทรยศต่อราชสำนักต้าเหอ แต่เบื้องหลังซ่อนจุดประสงค์อันใดไว้กันแน่ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้
ทว่าตระกูลอื่น ๆ เพียงใช้หัวแม่เท้าคิดก็เดาออกแล้ว
เหตุผลที่โทกุงาวะ คินโจ ยกขึ้นมาอ้างเรื่องการถอยไปตั้งรับนั้นฟังขึ้นอยู่มาก พวกเขาต้านทานอาวุธปืนของกองทัพเจิ้นซีไม่ไหว จึงจำต้องถอยทัพ
ส่วนเหตุใดจึงไม่ถูกสกัดที่ช่องแคบจวี้เสิน ก็อธิบายได้เพียงว่าพวกเขาโชคดีอยู่บ้าง
โทกุงาวะ คินโจ ถูกเรียกเข้าวังอย่างเร่งด่วน
เมื่อก้าวพ้นประตูท้องพระโรง เขาก็เห็นตัวแทนจากตระกูลอื่นยืนอยู่ด้านหนึ่ง ต่างก้มหน้าเงียบงัน
จักรพรรดิคัมมุมีสีหน้าหม่นคล้ำ แววตาเย็นเยียบคู่หนึ่งจับจ้องมาที่เขา
โทกุงาวะ คินโจ สงบนิ่งในใจ รู้ว่าจักรพรรดิไม่มีทางสังหารขุนนางตามอำเภอใจในสถานการณ์เช่นนี้ โดยเฉพาะสมาชิกคนสำคัญของตระกูลใหญ่
ยังไม่ถึงเวลาฉีกหน้ากัน
“โทกุงาวะ คินโจ เหตุใดพวกเจ้าจึงทอดทิ้งเมืองสุ่ยเจ๋อ ผู้ใดมอบอำนาจให้พวกเจ้า?”
จักรพรรดิยังมิได้ตรัส ผู้ที่เอ่ยปากถามเสียงดังเป็นคนแรกกลับเป็นโทกุงาวะ ฮิเดจิ ไนโชแห่งต้าเหอซึ่งยืนอยู่ด้านหนึ่ง
โทกุงาวะ คินโจ คำนับจักรพรรดิก่อน จากนั้นจึงประสานมือกล่าวตอบ
“ฝ่าบาท ใต้เท้าไนโช กองทัพตระกูลโทกุงาวะซึ่งประจำอยู่ในเมืองสุ่ยเจ๋อมีมากกว่าสองหมื่นนาย พวกเราศึกษาบทเรียนจากการศึกที่ซินผู่และประเมินสถานการณ์โดยรอบแล้ว เห็นว่าไม่อาจต้านทานอาวุธปืนของกองทัพเจิ้นซีได้ แทนที่จะยืนหยัดรักษาเมือง สู้ถอยทัพชั่วคราว เก็บรักษากำลังพลไว้ รอคอยโอกาสโต้กลับจะดีกว่า”
