เขารู้ดีว่าอ๋องฝูกำลังตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก กองทัพที่บุกนครหลวงมีกำลังพลไม่เพียงพอ
ส่วนกองทัพที่ตั้งอยู่ใต้กำแพงเมืองเทียนจื่อก็ไร้ความสามารถพอจะตีเมืองและต่อกรกับเขา
ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นอ๋องฝู จักรพรรดิแห่งต้าจง อ๋องรุ่ย หรือไท่ซือว่าน ต่างก็เฝ้ารอดูสถานการณ์
สายตาของทุกคนล้วนจับจ้องไปที่หลินเฟิง
ภายในนครหลวง หลังอ๋องรุ่ยถวายฎีกาไปแล้ว เขารออยู่หลายวันแต่ก็ไม่เห็นฝ่าบาทมีรับสั่งใด ๆ
รุ่งสางวันนี้ เขาจึงเข้าวังเพื่อขอเข้าเฝ้าฝ่าบาท
อ๋องรุ่ยนั่งรออยู่ด้านนอกตำหนักบรรทมของฝ่าบาทนานถึงหนึ่งชั่วยาม จึงมีขันทีเข้ามาแจ้ง
“ท่านอ๋องรุ่ย ฝ่าบาทโปรดให้ท่านไปสนทนาที่ตำหนักเฉิงเต๋อ”
อ๋องรุ่ยไม่ขยับเขยื้อน “ข้าจะรอฝ่าบาทอยู่ที่นี่”
ขันทีจนปัญญา จึงหันหลังจากไป
รออยู่อีกครึ่งชั่วยาม ในที่สุดจักรพรรดิจ้าวเจิ้นก็ปรากฏกายตรงประตูตำหนักบรรทม
ท่ามกลางการปรนนิบัติของขันทีและนางกำนัล จ้าวเจิ้นก้าวเดินอย่างเกียจคร้าน ก่อนจะเอ้อระเหยมาหยุดตรงหน้าอ๋องรุ่ย
อ๋องรุ่ยลุกขึ้นคำนับ “กระหม่อมถวายคำนับเสด็จพี่พ่ะย่ะค่ะ”
“มาเข้าเฝ้าแต่เช้า มีเรื่องด่วนอันใดหรือ?”
อ๋องรุ่ยเงยหน้า เหลือบมองดวงตะวันที่ใกล้เที่ยงแล้ว
“เสด็จพี่ ไม่ทราบว่าทรงอ่านฎีกาที่กระหม่อมถวายไปเมื่อหลายวันก่อนแล้วหรือยังพ่ะย่ะค่ะ?”
จ้าวเจิ้นนวดขมับ “เจ้าลองว่ามาเถิด เราจำไม่ได้แล้ว”
อ๋องรุ่ยจำต้องกราบทูล “กองทัพเจิ้นซีของหลินเฟิงเอาชนะกบฏหลายครั้ง บัดนี้ตั้งค่ายประจันหน้ากับกบฏอยู่ในเมืองเทียนจื่อ ใช้กำลังพลสามหมื่นตรึงกำลังกบฏไว้ถึงครึ่งหนึ่ง ขอฝ่าบาทมีพระราชโองการปูนบำเหน็จ เพื่อปลุกขวัญกองทัพเจิ้นซีพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวเจิ้นขมวดคิ้วมองอ๋องรุ่ย
