หากเว่ยหนานจี๋สามารถจับกุมหลินเฟิงได้ในคราวเดียว เขาก็จะกลายเป็นขุนนางผู้สร้างแผ่นดิน ปิงปู้ซั่งซูแห่งราชวงศ์ต้าจง ดำรงตำแหน่งขุนนางขั้นสอง ทั้งยังได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์โหว
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เว่ยหนานจี๋ก็หันไปมองจ้าวฉวนจือ เจ้าเมืองผู้เป็นพระญาติผู้นี้ แม้เป็นถึงขุนนางเชื้อพระวงศ์ ก็ยังเป็นเพียงเจ้าเมืองขั้นสี่เท่านั้น ถึงเวลานั้นหากคิดจะมาพบเขา คงไม่ง่ายดายเช่นเดิม
งานเลี้ยงในโถงใหญ่ดำเนินมาถึงช่วงท้าย ท่ามกลางเสียงหัวเราะและคำสนทนาอันรื่นเริง
หลินเฟิงอ้างว่าตนนั่งเรือจนเหน็ดเหนื่อย อยากพักผ่อนแต่เนิ่น ๆ
ในสายตาของจ้าวฉวนจือและเว่ยหนานจี๋ นี่หมายความว่าเขาทนต่อแรงเย้ายวนของสาวงามไม่ไหว อยากโอบกอดนางขึ้นเตียงเสียโดยเร็ว
ทั้งสองต่างรู้ใจกันดี จึงหัวเราะกลบเกลื่อน ก่อนดื่มสุราจอกสุดท้ายจนหมด
หลินเฟิงลุกขึ้นกล่าวลา ขุนนางทั้งหลายในโถงต่างลุกขึ้นส่ง
หลินเฟิงอาศัยเย่เหลียงไฉประคอง เดินโซเซออกจากโถงใหญ่จวนสกุลจ้าวทีละก้าว
เมื่อแขกคนสำคัญจากไป ขุนนางที่เหลือก็ทยอยกล่าวลาและแยกย้ายกันกลับ
จ้าวฉวนจือกับเว่ยหนานจี๋ส่งหลินเฟิงถึงหน้าจวน ก่อนกล่าวอำลากันอย่างอาลัยอาวรณ์
เมื่อหลินเฟิงกลับถึงที่พัก ภายในห้องหรูหราสง่างามมีแสงตะเกียงสว่างไสว หญิงงามผู้มีท่าทีอ่อนช้อยนางหนึ่งนั่งอยู่ริมเตียง พลางส่งยิ้มให้เขา
เย่เหลียงไฉเห็นดังนั้นก็รีบถอยออกไปเงียบ ๆ จากด้านหลัง พร้อมปิดประตูห้องให้
หลินเฟิงกวาดตามองฝานโหรวตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าอยู่สองสามครั้ง
“รูปร่างของเจ้ายังรักษาไว้ได้ดีเช่นเดิม”
“หม่อมฉันทำมาหากินด้วยสิ่งนี้ ย่อมไม่กล้าหย่อนยานแม้แต่น้อย ท่านอ๋องเชิญพักผ่อนเถิด”
