แน่นอนว่า บัดนี้ที่นี่มิได้เรียกว่าวังหลวงเที่ยเจินอีกต่อไป หากแต่เป็นวังหลวงคู่ลั่ว และแท้จริงแล้วน่าหลานก็กลายเป็นราชินีแห่งทุ่งหญ้าไปแล้ว
ทว่าเวลานี้นางยังมิได้รีบร้อนประกาศตนเป็นใหญ่หรือขึ้นครองบัลลังก์
ภายในวังหลวงยังมีห้องทรงพระอักษร โต๊ะหนังสือไม้แดงงดงามประณีต ตลอดจนเครื่องเรือนแกะสลักลวดลายต่าง ๆ ล้วนเป็นผลงานของช่างมีชื่อแห่งต้าจง
หลินเฟิงกับน่าหลานนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่ทำจากไม้หวงฮวาหลีคนละตัว ต่างจิบชาหอมอย่างเงียบงัน
“พี่ หากท่านจากไป น่าหลานก็ไม่อาจวางใจได้”
ผ่านไปครู่ใหญ่ น่าหลานก็อดเอ่ยขึ้นมาไม่ได้
หลินเฟิงยิ้ม “ต่อให้พรุ่งนี้ไม่ไป แล้ววันมะรืนเล่า หรือข้าจะอยู่ที่นี่ไปชั่วชีวิตได้หรือ?”
ดวงตาสีน้ำเงินเป็นประกายของน่าหลานฉายแววอ่อนโยน
“จะเป็นไปไม่ได้อย่างไรเล่า ท่านคู่ควรกับตำแหน่งราชันแห่งทุ่งหญ้าอย่างแท้จริง”
หลินเฟิงส่ายหน้า “ข้าเป็นคนต้าจง ที่บ้านวุ่นวายราวกับหม้อข้าวเดือด ประชาชนแทบจะประทังชีวิตไม่ไหวแล้ว”
“แต่หากไม่มีท่าน ข้า...ข้าก็คงมีชีวิตต่อไปไม่ไหว...”
เสียงของน่าหลานแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน ทว่าหลินเฟิงกลับได้ยินชัดเจน
เผยชีอินซึ่งยืนอยู่ด้านข้างมาแต่แรก พอได้ยินน่าหลานเอ่ยเช่นนี้ก็เข้าใจได้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังเผยความในใจ นางจะยืนเกะกะอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร
นางจึงค่อย ๆ ถอยหลัง ก่อนหมุนกายออกจากห้องไป
หลินเฟิงจนปัญญา จึงอธิบายว่า
“ข้าเป็นพี่ชายของเจ้า ย่อมคอยสนับสนุนเจ้าอยู่เบื้องหลัง ไม่มีผู้ใดกล้ามารังแกพวกเราหรอก”
น่าหลานส่ายหน้า ดวงตาเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตา
“พี่ น่าหลานรู้สึกว่าท่านจากไปครานี้แล้ว คงไม่กลับมาอีก”
