ฉู่เจียวกับเส้าอี๋หานนำค่ายทหารเกราะหนักห้าพันนายไปสกัดสังหารกองทัพผ้าโพกหัวดำ ณ บริเวณห่างจากเมืองคุนไปทางตะวันออกเฉียงเหนือราวเจ็ดสิบถึงแปดสิบลี้
ค่ายทหารเกราะหนักพุ่งทะลวงค่ายข้าศึกได้อย่างเฉียบคม ทว่าหากเป็นการไล่ล่าทหารที่แตกหนีแล้ว ยังด้อยกว่ากองทหารม้าเบาอยู่มาก
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงถอนกำลังกลับเมืองคุนตั้งแต่เนิ่น ๆ
“ใต้เท้าจะเอาผิดพวกเขาหรือขอรับ?”
เว่ยหมิงถามอย่างระมัดระวัง
หลินเฟิงแค่นหัวเราะ “คำสั่งของข้าเขียนไว้อย่างชัดเจน ไอ้สองคนนั่นกลับกล้าล่าช้าอืดอาด เผชิญหน้ากับกองทัพกบฏแล้วยังนิ่งเฉย หากไม่ให้เหตุผลที่ข้าเชื่อได้ หึ ๆ...”
“เหตุผลของพวกเขาคงมีมากมาย ทหารองครักษ์หลวงก็เป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เรื่องการปฏิบัติตามคำสั่งย่อมเทียบกับกองทัพเจิ้นซีของพวกเราไม่ได้”
หลินเฟิงปรายตามองเว่ยหมิง
“เจ้ากำลังขอความเมตตาแทนพวกเขาหรือ?”
“มิกล้าขอรับ ข้าน้อยเพียงกล่าวตามข้อเท็จจริง”
เว่ยหมิงพูดไม่มาก แต่จับประเด็นได้แม่นยำ
“ข้อเท็จจริงคือพวกเขาไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งของข้า”
หลินเฟิงยังพอมีความอดทนอธิบายให้พวกเขาฟัง
จวีเฉาเยว่ใช้เวลาอยู่กับหลินเฟิงนานกว่าเว่ยหมิง จึงช่วยอธิบายแทนอีกฝ่าย
“แบบแผนของทหารองครักษ์หลวงคือไม่หวังสร้างความดีความชอบ ขอเพียงไม่ก่อความผิดพลาด ขอแค่ไม่สูญเสียกำลังพล พวกเขาก็นับว่าชนะศึกแล้ว”
หลินเฟิงถอนหายใจ “ข้าสั่งให้พวกเขาเคลื่อนทัพไปยังจุดที่กำหนดในยามจื่อหนึ่งเค่อ แต่พวกเขากลับรอจนฟ้าสางจึงค่อยลงมือ เพียงเรื่องนี้เรื่องเดียว พวกเจ้าว่าสมควรเฆี่ยนสักหลายทีหรือไม่?”
ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะโต้แย้ง หลินเฟิงก็กล่าวต่อ
