หลินเฟิงเงยหน้ามองฟ้า “ข้าเดิมพันว่าเขายังไม่กล้าก่อกบฏ ฝู่ถ่งหลิ่งทหารองครักษ์หลวงได้รับการแต่งตั้งจากพระราชโองการของฝ่าบาท หากเขาลงมือ ก็เท่ากับล่วงเกินผู้บังคับบัญชา”
กล่าวจบก็หันไปทางจ้าวเทียนอวี๋
“ใต้เท้าเถียน คำพูดของข้าผิดตรงไหนหรือไม่?”
จ้าวเทียนอวี๋รีบส่ายหน้า “ไม่ผิด ไม่มีผิดแม้แต่น้อย”
“ดี เช่นนั้นพวกเราไปกันเถิด”
จ้าวซั่วร้อนใจ “พี่ใหญ่ ไม่รอฟังผลหรือ?”
“ชะตาคนเป็นตายล้วนมีลิขิต ชีวิตของเส้าอี๋หานไม่ส่งผลต่อวิธีจัดการเรื่องนี้”
หลินเฟิงกล่าวจบ ก็มีองครักษ์จูงม้าศึกของเขามาให้
เจียวซานเฉียงได้ฟังรายงานจากผู้ใต้บังคับบัญชา จึงเพิ่งรู้ว่าสือถงเซี่ยวลงมือทำให้เส้าอี๋หาน ครูฝึกของกองทัพเจิ้นซี บาดเจ็บสาหัส
เมื่อฟังเรื่องราวโดยละเอียดจบ เขาก็สูดปากพลางทำหน้าเจ็บปวด ราวกับปวดฟัน
สือถงเซี่ยวเปรียบเสมือนแขนซ้ายแขนขวาของเขา ทั้งยังเป็นวีรบุรุษที่มีชื่อเสียงโดดเด่นแห่งค่ายที่เจ็ด
ตามปกติแล้ว การประลองฝีมือกัน หากทำให้บาดเจ็บก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร
ทว่าสถานการณ์ยามนี้ พวกเขากลับใช้วิธีต่ำช้า ทั้งยังทำต่อหน้าผู้คน
และผู้คนที่ว่าก็คือทหารเกือบหมื่นนายที่ยืนมุงดู
เรื่องนี้ไม่มีทางปกปิดได้
“ไปเรียกเซี่ยเว่ยเฉิงมาพบข้า”
เจียวซานเฉียงครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนตัดสินใจว่าถึงเวลาต้องเลือกแล้ว
หลินเฟิงมิใช่คนที่จะหลอกได้ง่าย ดูจากเรื่องที่เขามาจัดการในนครหลวง ก็รู้ว่าเป็นคนลงมือเด็ดขาดและโหดเหี้ยม
เจียวซานเฉียงย่อมไม่กล้าขัดขืนฝู่ถ่งหลิ่งทหารองครักษ์หลวงอย่างหลินเฟิงซึ่งหน้า
