แต่ฟูจิวาระ โคอิกลับทอดทิ้งกองทัพพันธมิตรโดยไม่ไยดี ถอนกำลังออกจากสนามรบตามอำเภอใจ จนตระกูลโทโยโทมิได้รับความเสียหายอย่างหนัก
ความแค้นนี้ย่อมถูกโทโยโทมิ นางะจดจำไว้ในใจอย่างฝังแน่น
เมื่อกองกำลังทั้งสองฝ่ายถอนตัว ทหารชั้นยอดห้าพันนายของราชวงศ์ก็ทิ้งไพร่พลไว้เสียกว่าครึ่ง ก่อนจะหนีลงจากเนินลาดอย่างทุลักทุเล
โทกุงาวะ เค็นชินเองก็จำต้องออกคำสั่งล่าถอย
ทั้งสามฝ่ายล้วนสูญเสียอย่างหนัก
นับว่ายังโชคดีที่กองทัพเจิ้นซีเพียงตั้งรับอยู่ในแนวรบ มิได้ฉวยโอกาสไล่ตาม
แต่ละตระกูลรวบรวมทหารที่เหลือของตน แล้วถอยร่นต่อไป ทิ้งระยะห่างจากแนวรบของกองทัพเจิ้นซี
เมื่อฟ้ามืดลง กองกำลังของสี่ตระกูลก็หยุดถอย ณ จุดที่ห่างจากเนินดินสามสิบลี้ จัดแถวตรวจนับความสูญเสีย แล้วตั้งค่ายพักแรม ณ ที่เดิม
กองกำลังชั้นยอดของราชวงศ์ที่อ๋องไทกิจินำทัพ สูญเสียกำลังไปกว่าครึ่ง เหลือทหารที่ถอนกลับมาได้เพียงสองพันเจ็ดร้อยนาย
กองกำลังห้าพันนายของโทกุงาวะ เค็นชินสูญเสียไปสามพันห้าร้อยสี่สิบกว่านาย
ฝ่ายที่ยับเยินที่สุดคือกองกำลังห้าพันนายของโทโยโทมิ นางะ สูญเสียไปมากกว่าสี่พันนาย เหลือเพียงเก้าร้อยสามสิบคน
กำลังพลห้าพันนายของตระกูลฟูจิวาระยังเหลืออยู่สี่พันหนึ่งร้อยแปดสิบคน
กองกำลังทั้งหมดสองหมื่นนายสูญเสียไปกว่าครึ่ง ความสูญเสียใหญ่หลวงเช่นนี้ทำให้เหล่าผู้นำแทบหลั่งน้ำตาด้วยความเจ็บช้ำ
โทโยโทมิ นางะเพิ่งจัดแถวทหารเสร็จ ก็พาหน่วยองครักษ์หนึ่งร้อยนายควบม้าไปถึงหน้ากองกำลังตระกูลฟูจิวาระ
“ฟูจิวาระ โคอิ ออกมาพูดกับข้า!”
โทโยโทมิ นางะข่มกลั้นโทสะแล้วตวาดเสียงขรึม
ฟูจิวาระ โคอิย่อมรู้ว่าโทโยโทมิ นางะมาหาด้วยเรื่องใด ทว่าเขากลับส่งองครักษ์ไปแจ้งหน้าค่ายว่า ตนเหนื่อยล้าและเข้านอนพักแล้ว
