อุเฮียวเอะ ฟูจิวาระ ทาดามิจิ เงยหน้าขึ้นกล่าว
“ฝ่าบาท เลี้ยงทหารไว้พันวัน ใช้ทหารเพียงชั่วยามเดียว ยามนี้แผ่นดินกำลังตกอยู่ในอันตราย ขุนนางต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจ เหล่าทหารต้องสละชีพ ต่อให้ต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ต้องเอาชนะศึกนี้ให้จงได้พ่ะย่ะค่ะ”
ทากาฮาชิ อากิทากะ ไกโชแค่นยิ้มเย็นชา
“ยามนี้มิใช่เวลามาตะโกนถ้อยคำปลุกใจ จงกล่าวถึงแผนรับมือข้าศึกของเจ้ามาเถิด”
ฟูจิวาระ ทาดามิจิปิดปาก เขาไร้หนทางจริง ๆ
อ๋องไทกิจิก้าวออกมาเบื้องหน้า เข้าใกล้จักรพรรดิคัมมุ แล้วลดเสียงกราบทูล
“ฝ่าบาท กระหม่อมมีแผนหนึ่ง ไม่ทราบว่า...”
จักรพรรดิคัมมุโบกพระหัตถ์ “จงกล่าวมาเถิด เราจะไม่เอาผิดผู้ใดที่เสนอความเห็น”
ไทกิจิขยับเข้าไปใกล้อีก จักรพรรดิคัมมุเห็นดังนั้นจึงโบกพระหัตถ์ให้เหล่าขุนนางหลายคน
“พวกเจ้าจงถอยออกไปก่อน”
ขุนนางหลายคนถอยหลังไปหลายก้าวโดยพลัน ทิ้งระยะห่างจากจักรพรรดิ ก่อนค้อมกายไม่กล้าเงยหน้า
จักรพรรดิคัมมุแค่นพระสรวลในพระทัย ขุนนางเหล่านี้ล้วนเป็นบุตรหลานของห้าตระกูลใหญ่ ในศึกครานี้กับกองทัพเจิ้นซี พวกเขาสูญเสียไม่น้อย กองกำลังของแต่ละตระกูลลดลงอย่างมาก
เมื่อเห็นแต่ละคนมีท่าทีอ่อนน้อมขึ้นไม่น้อย ดูคล้ายขาดความมั่นใจ
ไทกิจิเห็นเช่นนั้นก็ยังคงลดเสียงกล่าว
“ฝ่าบาท กระหม่อมมีแผน แบ่งเป็นสองขั้น...”
จักรพรรดิคัมมุโน้มพระวรกายเข้าหา ตั้งพระกรรณฟังอย่างตั้งใจ
“ขั้นแรก ส่งขุนนางผู้มีวาทศิลป์พร้อมของกำนัลล้ำค่าไปยังกองทัพเจิ้นซี เพื่อเข้าเฝ้าผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แห่งต้าจง หลินเฟิง แล้วร้องขอเจรจาสงบศึก หยั่งเชิงขีดจำกัดของพวกเขา แสดงท่าทีประสงค์สันติ”
จักรพรรดิคัมมุขมวดพระขนง กำลังจะกริ้ว
ไทกิจิรีบกล่าวต่อ “ส่วนขั้นที่สอง ฝ่าบาท ในกองกำลังชั้นยอดของราชวงศ์เรามีกองพลกล้าตายชั้นยอดอยู่กองหนึ่ง ถึงเวลานำออกมาใช้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
