หลินเฟิงกังวลว่า สักวันหนึ่งตนอาจถูกกระบี่หักควบคุม จนกลายเป็นเครื่องจักรสังหารไร้วิญญาณ
คนสวมเสื้อคลุมดำทั้งสามถูกดูดจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก
ต้วนอีเว่ยกับบุตรชายเห็นภาพอันพิลึกพิลั่นเช่นนี้ ร่างกายก็สั่นเทิ้ม มองหลินเฟิงด้วยความหวาดผวา
นี่คือมนุษย์อยู่หรือ?
หลินเฟิงเองก็จนปัญญา กระบี่หักเล่มนี้เป็นวัตถุอัปมงคลอย่างยิ่ง ไม่รู้ว่าอารามอวี้เฉวียนไปได้มาจากที่ใด ถึงได้บูชาเป็นสมบัติล้ำค่า
เพราะนักพรตเต๋าเหลิ่งเฉวียนต้องการช่วยชีวิตตน กระบี่เล่มนี้จึงบังเอิญกลายมาเป็นอาวุธของเขา แม้ยามนี้จะยังอยู่ในการควบคุมของหลินเฟิง แต่ผ่านไปอีกระยะหนึ่งก็ไม่แน่ว่าจะเป็นเช่นนี้
บนเรือลำนี้ยังมีคนอีกห้าคน ทุกคนเห็นฉากที่ตนสังหารคนแล้ว ควรฆ่าปิดปากหรือไม่?
หลินเฟิงก้มหน้าครุ่นคิดอยู่นาน กว่าจะได้สติขึ้นมาอีกครั้ง พอเงยหน้าก็พบว่าเรือไม้ลำใหญ่สูงตระหง่านลำนั้นแล่นห่างจากเรือของตนไปไกลแล้ว
หลินเฟิงรีบสั่งเฉิงเยว่กับต้วนซิงให้นำศพทั้งสามยัดใส่ถุงใบหนึ่ง แล้วใส่ของหนักลงไปอีกเล็กน้อย มัดปากถุงให้แน่น ก่อนโยนลงทะเล
นี่เรียกว่าทำลายหลักฐาน ไม่ให้คนที่ตามมาพบสภาพศพอันพิลึกพิลั่น
หลินเฟิงมองร่างของคนหลายคนที่กำลังวุ่นวายอยู่ ทั้งยังเห็นสีหน้าหวาดหวั่นของพวกเขา ในใจก็รู้สึกโล่งขึ้นเล็กน้อย
คนเหล่านี้ก็แค่สามัญชนในโลกปุถุชน ต่อให้เอาเรื่องที่เห็นตรงนี้ไปเล่าออกไป เกรงว่าก็คงไม่มีใครเชื่อ
อีกอย่าง เบื้องหน้าพวกเขา ตนคือชูเฟิงถิงแห่งเขาคุนอวี๋ ครั้นลงจากเรือแล้วแยกย้ายกัน ใครจะรู้ว่าเขาคือหลินเฟิงแห่งกองทัพเจิ้นซี?
