แม้แรงลมจากทวนจะพัดจนหมวกคลุมศีรษะของน่าเริ่นสะบัดไหว ทว่าเขายังคงยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน นับแต่ติดตามหลินเฟิง เขาได้พบยอดฝีมือมามาก แม้ฝีมือของตนจะมิได้พัฒนาขึ้น แต่สายตากลับเฉียบคมกว่าเดิมมาก
ทักษะการต่อสู้ที่อาศัยความกล้าหาญและพละกำลังเหล่านี้ เขาไม่เห็นอยู่ในสายตาอีกต่อไป
“เจ้าหนุ่ม หากเจ้าใคร่หาที่ตาย ก็อย่าหาว่าเยว่ผู้นี้ไร้เมตตา”
เยว่หย่งเห็นน่าเริ่นไม่แม้แต่จะเหลือบมองปลายทวน ท่าทางวางมาดเมื่อครู่จึงเสียเปล่า เขากัดฟันด้วยความโมโห แล้วสะบัดทวนใหญ่พุ่งแทงออกไป
น่าเริ่นไม่อาจย่อตัวหลบอยู่กับที่ได้อีก เขาถนัดวิชาตัวเบาและการซ่อนกาย ส่วนพละกำลังนั้นสู้เยว่หย่งไม่ได้ เมื่อทวนใหญ่แทงเข้ามา เขาจึงทำได้เพียงถอยหลบ ก่อนจะพุ่งเข้าใกล้เยว่หย่งอย่างรวดเร็ว เพื่อหาโอกาสฉีกลำคออีกฝ่าย
ในสายตาของน่าเริ่น ชีวิตคนมีค่าไม่ต่างจากต้นหญ้า
ร่างสีดำของน่าเริ่นลอยถอยหลังอย่างพลิ้วไหว เยว่หย่งใช้ทวนใหญ่ได้ชำนาญ ทั้งยังเคลื่อนไหวประสานเป็นหนึ่งเดียวกับตัวทวน เมื่อน่าเริ่นถอย เขาก็รุกตาม ปลายทวนยังคงจ่ออยู่กับร่างของน่าเริ่นไม่ห่าง
ขณะที่เขาก้าวข้ามคูดิน จู่ ๆ ก้อนดินเหลืองเหนียวหนืดก็พุ่งขึ้นจากด้านล่าง กระแทกเข้ากับใบหน้าของเยว่หย่งเต็มแรง
เบื้องหน้าของเยว่หย่งมืดสนิท ร่างเสียสมดุลกลางอากาศ ก่อนพลิกตะแคงร่วงลงไปในคูดิน
โชคดีที่เยว่หย่งมีฝีมือสูงส่งจริง ๆ เขายังสงบนิ่งแม้ยามคับขัน รีบใช้ทวนเหล็กยันพื้นเพื่อหยุดร่างที่กำลังร่วง แล้วอาศัยแรงดีดตัวพลิกกลับไปด้านหลัง
เพราะมองไม่เห็น จึงกะจังหวะลงพื้นได้ไม่แม่นยำ ร่างของเขาเซถอยหลัง ก่อนก้นจะกระแทกลงบนกองดิน
