ถ้อยคำของเขาชวนให้ผู้ฟังรู้สึกถึงวีรบุรุษยามอับแสง ทั้งสองคนฟังแล้วก็อดทอดถอนใจตามไม่ได้ ชีวิตคนเราก็เป็นเช่นนี้เอง
เหมียวหย่งก็เช่นกัน ในฐานะหัวหน้าหน่วยองครักษ์ผู้ได้รับความไว้วางใจที่สุดข้างกายอัครมหาเสนาบดี อีกทั้งยังเป็นหลานชายแท้ ๆ ของท่านอัครมหาเสนาบดี ยามอยู่ต่อหน้าผู้อื่นย่อมวางอำนาจบาตรใหญ่ได้ แม้แต่ขุนนางในราชสำนักเมื่อพบเขา ยังต้องเรียกขานอย่างนอบน้อมว่าใต้เท้าหัวหน้าหน่วย
ทว่าอายุอานามล่วงเลยขึ้นทุกวัน กลับยังไม่ได้ออกไปรับตำแหน่งเป็นขุนนางอย่างอิสระ ต้องคอยระมัดระวังตัวอยู่ต่อหน้าท่านอัครมหาเสนาบดีทุกวัน ราวกับเดินอยู่บนแผ่นน้ำแข็งบางเบา ช่างเหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก
แม้แต่เหมียวฉางเฟิง ซึ่งบัดนี้มีฐานะสูงส่งถึงตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี เป็นรองเพียงคนผู้เดียวแต่เหนือคนนับหมื่นในแคว้นต้าเจิ้ง ก็ยังถูกเหตุการณ์ต่อเนื่องหลายเรื่องทำให้ฝ่าบาททรงหมางเมิน รถม้าที่เคยจอดเนืองแน่นหน้าประตูก็ค่อย ๆ เบาบางลง
เห็นได้ว่าคนเราต่างมีความทุกข์ยากของตน ไม่มีผู้ใดใช้ชีวิตได้ง่ายดาย
ทั้งสามคนต่างนั่งครุ่นคิดเรื่องของตนอยู่ในห้อง
“เฮ้อ...”
เหมียวฉางเฟิงถอนหายใจยาว
“มู่ชวน อย่างไรเสียเจ้าก็นำทหารม้าศึกห้าร้อยนายด้วยตนเอง บุกจากลั่วเฉิงไปจนถึงเฟิงผิง ผลงานโดดเด่น สะเทือนขวัญทั้งสองทัพ นับเป็นความชอบทางทหารที่แท้จริง...”
กล่าวถึงตรงนี้ เขาก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“แต่ความพ่ายแพ้ของเจ้าเกิดจากความทะนงตนและบุ่มบ่าม คิดเพียงว่ามีทหารม้าศึกห้าร้อยนายในมือก็จะสังหารโจรสลัดได้จนหมด ไม่มีผู้ใดต้านทาน สุดท้ายจึงพ่ายแพ้อย่างยับเยิน นี่คือความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดของเจ้า”
หลินเฟิงรีบประสานมือ “ท่านอัครมหาเสนาบดีกล่าวได้ถูกต้อง ข้าน้อยละอายใจยิ่งนัก”
