ยามนี้ล่วงเข้าสู่รุ่งสางของวันที่สามแล้ว
ผู้ที่ถูกส่งไปขนย้ายเสบียงและระดมกองกำลังส่วนตัว บัดนี้ยังไม่มีผู้ใดส่งข่าวกลับมา
ศาลบรรพชนหลวงอยู่ห่างจากจวนตระกูลขุนนางใหญ่ทั้งหลายในใจกลางเมืองเพียงสามสิบถึงห้าสิบลี้ ตามหลักแล้ว ขี่ม้าไปกลับใช้เวลาเพียงสองเค่อเท่านั้น
ทว่าครึ่งค่อนคืนผ่านพ้นไปแล้ว ผู้คนที่ออกจากศาลบรรพชนหลวงมุ่งหน้าไปยังใจกลางนครหลวง กลับไม่มีใครย้อนคืนมาแม้แต่คนเดียว
ผู้คนที่อดอยากมาสองวันแทบไม่อาจประคองตนต่อไปได้อีก
ญาติพี่น้องหลายคนร้องห่มร้องไห้จะเป็นจะตาย ยืนกรานว่าจะกลับบ้าน
แม้แต่อาหารที่องค์รัชทายาทจ้าวเจียนนำติดตัวมาก่อนออกจากวัง ก็ถูกกินจนหมดสิ้น ยามนี้ไม่มีอาหารเหลือแล้วเช่นกัน
อิงเซิงฮุ่ยกระอักโลหิตจนหมดสติ บัดนี้นอนอยู่ในห้องเล็ก ๆ ร่างกายอ่อนแอยิ่ง ทว่าไม่มีผู้ใดใส่ใจ อย่าว่าแต่ส่งอาหารมาให้เลย แม้แต่น้ำสักจิบก็ไม่มีใครนำมาส่ง
จ้าวเจียนจนปัญญา เมื่อเห็นว่าปล่อยให้ยืดเยื้อต่อไปก็ไม่ใช่ทาง จึงเรียกเซี่ยวั่งกับถ่งหลิ่งองครักษ์เกราะทองเข้ามา
“พวกเจ้าสองคนแบ่งกำลังส่วนหนึ่งไปยังบ้านเรือนใกล้เคียง หาเสบียงมาให้ได้ แล้วส่งคนไปสืบข่าวหน้าวังด้วย ส่วนยุ้งฉางนั้น เราต้องการข่าวที่แน่ชัด”
ถ่งหลิ่งองครักษ์เกราะทองเป็นชายวัยกลางคน นามว่าจ้าวฉางสี่ เดิมสืบเชื้อสายจากราชวงศ์ หากนับกันอย่างละเอียดแล้ว ยังเป็นญาติผู้พี่ห่าง ๆ ของจ้าวเจียนด้วย
ทั้งสองรับบัญชาจากจ้าวเจียนแล้วออกมานอกศาลบรรพชนหลวง เมื่อเห็นองครักษ์เกราะทองทั้งแปดร้อยนายของตนเองอดอยากมาสองวันกว่า ต่างก็หมดเรี่ยวแรงซึมเซา
