ยามทางลับปิดลง ควันหนาทึบถูกกั้นไว้ด้านนอก ทั้งสองจึงเดินลงไปตามบันได มุ่งลึกเข้าไปในทางแคบใต้ดิน
เสี่ยวเอ้อเดินไปพลางกล่าวไปพลาง
“ใต้เท้าโปรดวางใจ พวกเราล้วนเป็นชาวต้าจง ข้าไม่คิดหลอกท่าน โจรสลัดเหล่านี้ไม่มีผู้ใดเป็นคนดี เถ้าแก่ของเราถูกพวกมันสังหาร ทั้งยังยึดโรงสุราไป โชคดีที่พวกมันไม่อยากทำงานหยาบเช่นนี้ พวกเราจึงรอดชีวิตมาได้...”
เมื่อหลินเฟิงตามเสี่ยวเอ้อของโรงสุราโผล่พ้นทางออกอีกด้านของอุโมงค์ขึ้นมา ท้องฟ้ายามราตรีพร่างพราวด้วยดวงดาว ที่นี่เป็นสวนหลังเรือนของบ้านหลังหนึ่ง รอบด้านมีไอน้ำลอยอวล ดูท่าคงอยู่ใกล้แหล่งน้ำ
หลินเฟิงกับเสี่ยวเอ้อปีนออกจากทางลับ แล้วเลือกนั่งลงบนม้านั่งหิน
เขาหันไปมองโรงสุราที่อยู่ไกลออกไป ซึ่งถูกเปลวไฟโหมคลุมทั่วทั้งหลัง
“เหตุใดเจ้าจึงช่วยข้า?”
หลินเฟิงพินิจเสี่ยวเอ้อเบื้องหน้า ดูแล้วอายุยังไม่ถึงยี่สิบปี ผิวขาวร่างผอมบาง ทว่าสีหน้ากลับแน่วแน่
“ใต้เท้า อย่าเห็นว่าข้ายังเยาว์วัย งานนี้ข้าทำมาหลายปีแล้ว จึงมีสายตาเฉียบคม ข้ามองออกว่าท่านไม่ใช่โจรสลัด แต่เป็นขุนนางแห่งต้าจง พวกเราชาวต้าจงถูกข่มเหงอยู่ทุกวี่วัน พวกมันไม่สบอารมณ์ขึ้นมาก็ชักดาบฟันคนส่งเดช ไม่เห็นพวกเราเป็นคนเลย”
หลินเฟิงยิ้มอย่างพึงใจแล้วถามว่า
“เจ้าชื่ออะไร?”
“กู่เฉิงเหลียง บ้านเดิมของข้าอยู่เมืองฟู่อัน”
หลินเฟิงยกมือชี้ไปยังโรงสุราที่ถูกเปลวเพลิงกลืนกิน
“อาชีพหาเลี้ยงชีพของเจ้าถูกทำลายแล้ว ต่อไปคิดจะทำอย่างไร?”
กู่เฉิงเหลียงจ้องโรงสุราอย่างเหม่อลอย
