จ้าวเจียนหันไปมองลั่วอวิ๋นเฟย
“อย่างไร แม่ทัพใหญ่คิดจะช่วยเขาสักหน่อยหรือ?”
ลั่วอวิ๋นเฟยตบต้นขาฉาด “เฮ้อ แม้เหมียวฉางเฟิงจะทำผิด แต่ความภักดีของเขาประจักษ์ชัด ฝ่าบาทคงไม่...”
“หึ ๆ แม่ทัพใหญ่โปรดวางใจ อย่างไรเขาก็เป็นขุนนางเก่าแก่ของราชสำนัก ทั้งยังเป็นขุนนางผู้ร่วมก่อตั้งแผ่นดิน เสด็จพ่อคงไม่ทำให้เขาลำบากจนเกินไป”
“ฝ่าบาททรงพระปรีชา”
ลั่วอวิ๋นเฟยเกิดความรู้สึกเศร้าสลดราวกับกระต่ายสิ้นหมาจิ้งจอกตาย เหมียวฉางเฟิงเป็นขุนนางเก่าแก่ที่คอยสนับสนุนจ้าวเจิงขึ้นครองบัลลังก์มาตั้งแต่แรกเช่นเดียวกับตน
ชะตากรรมของเหมียวฉางเฟิงยังบอกใบ้ถึงอนาคตของตนด้วย
จะไม่ให้เขากังวลได้อย่างไร
อย่างน้อยตนยังโชคดีกว่า เพราะมีโอกาสติดตามองค์รัชทายาทรักษาเมืองตั้งแต่เนิ่น ๆ สร้างความสัมพันธ์อันดีไว้ บางทีอาจได้จุดจบที่ดี
“แม่ทัพใหญ่ไม่จำเป็นต้องกังวล ขอเพียงทุ่มเทกำลังรับใช้ต้าเจิ้ง ราชสำนักย่อมไม่ปฏิบัติต่อท่านอย่างไม่เป็นธรรม”
จ้าวเจียนมองออกว่าลั่วอวิ๋นเฟยกำลังกังวล จึงเอ่ยปลอบ
“ขอบพระทัยองค์รัชทายาท ลั่วอวิ๋นเฟยจะทุ่มเทกำลังรับใช้ต้าเจิ้งอย่างสุดความสามารถ จนกว่าจะสิ้นลมหายใจ”
“ฮ่า ๆ ๆ ขุนนางผู้เกื้อหนุนเสด็จพ่อ ช่างน่ายินดีนัก”
ลั่วอวิ๋นเฟยเองก็หัวเราะขึ้นมา
ทว่าเสียงหัวเราะของทั้งสองยังไม่ทันจาง ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งร้อนของทหารนายหนึ่ง
“รายงาน...องค์รัชทายาท โจรสลัดจู่ ๆ ก็คลุ้มคลั่งเข้าโจมตีเมืองพ่ะย่ะค่ะ”
รอยยิ้มบนใบหน้าทั้งสองพลันแข็งค้าง ต่างหันไปมองทหารที่คุกเข่าข้างหนึ่งอยู่บนพื้น
“ทหารม้าศึกห้าพันนายของเยี่ยนจิงยงอยู่ที่ใด?”
“กราบทูลองค์รัชทายาท ทหารม้าศึกห้าพันนายของแม่ทัพเยียนก็ถูกโจรสลัดโจมตีเช่นกัน บัดนี้ถอยร่นไปทางเหนือของเมืองชั่วคราวพ่ะย่ะค่ะ”
