จ้าวซั่วหรี่ตาลง ชื่อนี้เขาก็คุ้นหูอยู่ไม่น้อย สมัยก่อนในวงสังคมเมืองหลวง นับว่าเป็นผู้ไร้เทียมทาน
ยอดฝีมือผู้เป็นแบบอย่างแก่เหล่าคุณชายตระกูลใหญ่ ทั้งยังเป็นบุคคลในตำนานที่เหินข้ามชายคาและกำแพง หมัดเหล็กไร้ผู้ต้าน
เหตุใดจ้าวกุยถึงดึงเขาไปอยู่ในหน่วยองครักษ์ได้?
ติดหนี้เขาไว้เท่าใดกัน?
ไม่ว่าจ้าวซั่วจะคิดเช่นไร องครักษ์ของจ้าวกุยก็วิ่งออกไปแล้ว มือถือป้ายเอวของจ้าวซั่ว มิฉะนั้นคงเข้ามาไม่ได้
ผ่านไปกว่าหนึ่งเค่อ องครักษ์ของจ้าวกุยก็พาชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเข้ามา
จ้าวซั่วเหลือบมองแวบเดียวก็แน่ใจว่าเป็นวีรบุรุษในดวงใจสมัยวัยเยาว์จริง ๆ
รูปร่างไม่สูงนัก แต่สมส่วน อายุราวสามสิบถึงสี่สิบปี คิ้วตาได้รูป ทว่าหน้าตาธรรมดา
มีเพียงดวงตาคู่นั้นที่วาววับ
จ้าวกุยฝากความหวังทั้งหมดไว้กับคนผู้นี้ น้ำเสียงจึงสุภาพขึ้นไม่น้อย
“ซั่งจิ้น เจ้าลองดูหน่อยว่าเขาทำตามข้อกำหนดนี้ได้หรือไม่?”
หนงซั่งจิ้นรับกระดาษมา กวาดตามองคร่าว ๆ แล้วขมวดคิ้ว
เขาไม่เคยเห็นสิ่งเหล่านี้มาก่อน ตั้งแต่เล็กก็ฝึกวรยุทธ์ ได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะผู้มีพรสวรรค์เลิศล้ำ
เมื่อเติบใหญ่ก็ท่องยุทธภพ พบเห็นเรื่องราวมามากมาย ทว่ากลับไม่เคยเห็นของพรรค์นี้มาก่อน
“ท่านโหว เรื่องนี้ยากจะกล่าว ข้าน้อยก็ไม่เคยพบเห็นมาก่อน”
จ้าวกุยเองก็ได้รับบรรดาศักดิ์โหว มีนามบรรดาศักดิ์ว่าจินเวยโหว
“เจ้าลองทดสอบสักสองสามรายการ แล้วประเมินให้ข้าฟังคร่าว ๆ”
จากนั้นก็หันไปมองจ้าวซั่ว “ให้ลองทดสอบสักสองรายการได้หรือไม่?”
จ้าวซั่วยกนิ้วขึ้นสองนิ้ว “ได้แค่สองรายการ หากมากกว่านั้น เจ้าก็ยอมแพ้เสียเถิด จะพูดให้มากความไปไย”
จ้าวกุยไม่มีอารมณ์จะต่อปากต่อคำกับเขา ขอเพียงอีกฝ่ายรับปากก็พอ
