สิ่งสำคัญที่สุดในยามนี้ คือหาชุดเสื้อผ้ามาสวมใส่สักชุด บาดแผลบนร่างถูกแช่น้ำจนซีดขาวไปหมดแล้ว
หลินเฟิงภาวนาอย่าให้แผลอักเสบ
ชายเปลือยกายนั่งอยู่ท่ามกลางกอหญ้ารกชัฏเพียงลำพัง เผชิญหน้ากับสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย ในใจเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและอ้างว้าง
เขาตบศีรษะตนเองแรง ๆ
“ข้ามาที่นี่ทำอะไรกันแน่?”
ดูเหมือนหลินเฟิงจะลืมแม้กระทั่งจุดประสงค์ที่ตนมาที่นี่ บาดแผลจากเมื่อคืนคงสาหัสไม่น้อย
ตกลงเขาทำอะไรลงไป ถึงได้เหนื่อยล้าทั้งกายและใจเช่นนี้
หลินเฟิงนั่งเปลือยกายอยู่กลางพงหญ้า เงยหน้ามองดวงอาทิตย์แรกขึ้น สีแดงฉานจนแสบตา
แม้ตนจะตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ หลินเฟิงก็ไม่เสียใจที่ทำเรื่องบุ่มบ่าม หากต้องเผชิญเหตุการณ์เดิมอีกครั้ง เกรงว่าเขาก็คงเลือกทำเช่นเดิม
เพื่อฟื้นฟูร่างกายให้เร็วที่สุด หลินเฟิงจึงเลิกครุ่นคิดให้เปลืองสมอง นั่งขัดสมาธิ หลับตารวมสมาธิ โคจรลมปราณแท้ภายในกาย แล้วเริ่มฝึกวิชา
อัตสึมิ ฮารุมิเดินทางจากริมทะเลสาบมาถึงนอกเมืองฝูหนิงตลอดทั้งคืน ระหว่างทางนางพบกองทหารลาดตระเวนใต้กำแพงเมือง จึงหลบอยู่ในที่มืดอย่างเงียบเชียบ รอให้กองลาดตระเวนผ่านไป
จากนั้นนางก็โผออกไปคว้าคอทหารที่เดินรั้งท้ายแถว แล้วลากเขาเข้าไปในที่มืด
นางออกแรงได้พอเหมาะ เพียงทำให้ทหารหมดสติไปเท่านั้น
นางถอดเสื้อนอกของทหารมาสวมทับ จากนั้นรวบรวมลมปราณ กระโดดขึ้นไปเหยียบกำแพงเมือง ก่อนพลิกตัวข้ามไปอีกด้านได้สำเร็จ
นางไม่ได้กลับไปยังที่พักของอัตสึมิ อากิยามะผู้เป็นพี่สาว แต่กลับไปยังที่พักชั่วคราวของตน เก็บสัมภาระ ทำความสะอาดร่างกายพอประมาณ เปลี่ยนเป็นชุดกระโปรง แล้วออกจากเมืองฝูหนิงทั้งคืน
