ผู้ที่ออกมาต้อนรับหลินเฟิงคือขันทีใหญ่จูฉี่เซิ่ง ฮ่องเต้ย่อมไม่อาจเสด็จออกมาต้อนรับอ๋องด้วยพระองค์เอง จูฉี่เซิ่งจึงเป็นตัวแทนของฝ่าบาท
พิธีการเช่นนี้นับว่าเป็นเกียรติยศสูงสุดแล้ว
จูฉี่เซิ่งยังคงอ้วนท้วนขาวผ่อง ใบหน้าประดับรอยยิ้ม เขาก้าวข้ามธรณีประตูสูงเข้ามา
“ฮ่า ๆ ๆ อ๋องสบายดีหรือไม่ ดูกระปรี้กระเปร่าขึ้นมากทีเดียว”
“ผู้ดูแลใหญ่ก็อ้วนขึ้นอีกแล้ว”
“เฮ้อ ไม่มีเรื่องทุกข์ใจเช่นอ๋องที่ห่วงใยบ้านเมืองและราษฎร ร่างกายก็มีแต่จะเพิ่มเนื้อหนังสิพ่ะย่ะค่ะ”
ทั้งสองหยอกล้อกัน พลางหันหน้าเดินเข้าไปในวัง
เมื่อหลินเฟิงเข้าวังหลวง ก็เห็นต้นไม้เขียวชอุ่มตลอดทาง มีทั้งภูเขาจำลอง สายน้ำ และสะพานเล็ก ๆ งดงามสงบเงียบเป็นพิเศษ
ตามมุมต่าง ๆ ยังมีทหารยืนอยู่ไม่น้อย คอยจับตาพวกเขาอย่างระแวดระวัง
จูฉี่เซิ่งเหลือบมองหลินเฟิง ก่อนขยับเข้ามาถามเสียงเบา
“อ๋องเคยแวะไปนครหลวงหรือไม่?”
หลินเฟิงส่ายหน้า “กำหนดการล่าช้า เดิมทีตั้งใจจะไปอยู่แล้ว”
“อืม ๆ ที่นั่นอันตรายยิ่งนัก ไม่ไปก็ดีแล้ว ทำเอาข้ากังวลแทบแย่”
หลินเฟิงเปลี่ยนเรื่อง “พระวรกายของฝ่าบาทเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ยังดีอยู่ ยังดีอยู่”
ทั้งสองสนทนากันพลางเดินผ่านระเบียงยาว จนมาถึงหน้าห้องทรงพระอักษรของฮ่องเต้จ้าวฉุน
ถังหยวน ถ่งหลิ่งทหารองครักษ์หลวง ยืนอยู่หน้าประตู จ้องหลินเฟิงเขม็ง
เห็นแววตาของอีกฝ่ายผิดปกติ หลินเฟิงจึงหยุดฝีเท้า พินิจเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าอยู่หลายครา
“ท่านนี้คือ...”
จูฉี่เซิ่งรีบแนะนำ “ถังหยวน ถ่งหลิ่งทหารองครักษ์หลวง”
หลินเฟิงพยักหน้า “อ้อ สมเป็นผู้มีสง่าราศีไม่ธรรมดา”
ถังหยวนยืดอกขึ้น “บิดาของข้าคือถังปิ่งเฉียน”
