หลินเฟิงเตะท่อนแขนครึ่งท่อนของสึรุตะ เก็นลงไปในหลุมลึกที่เพิ่งขุดไว้ จากนั้นก็กลบดินปิดหลุม
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พลางครุ่นคิดถึงเหตุการณ์เฉียดตายเมื่อครู่
ผู้บำเพ็ญตนทั่วไปล้วนปลีกวิเวกอยู่ในหุบเขาลึก บ่มเพาะตบะผ่านกาลเวลา ค่อย ๆ วางรากฐานให้มั่นคง แล้วไต่ขึ้นสู่ขั้นต่าง ๆ ทีละขั้น
ส่วนเขากลับเพิ่มพูนพลังอย่างรวดเร็วผ่านการฝึกฝนที่ต้องเอาชีวิตเข้าแลกครั้งแล้วครั้งเล่า
เพียงแต่ไม่รู้ว่าการเติบโตเช่นนี้แตกต่างจากการหยั่งรู้วิถีและบำเพ็ญตนที่สั่งสมมานานปีอย่างไร
แต่มีสิ่งหนึ่งที่หลินเฟิงเข้าใจแจ่มแจ้ง นั่นคือความแตกต่างด้านสภาวะจิตใจย่อมมีมากมาย
เขาไม่มีคุณสมบัติที่จะหยั่งรู้วิถี มีเพียงความกล้าที่จะมุ่งไปข้างหน้า
ช่องว่างระหว่างเขากับผู้บำเพ็ญตนจากสำนักเร้นกายเหล่านั้นอยู่ตรงนี้เอง
แน่นอนว่าหลินเฟิงเชื่อมั่นว่าเส้นทางที่เขาและคนเหล่านั้นเดินนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
เขาไม่ได้รีบร้อนกลับเข้าเมือง แต่นั่งลงบนพื้น ตรวจดูสภาพภายในร่างกายอย่างละเอียด แล้วลองโคจรปราณแท้ เพื่อหลอมรวมปราณแท้สายใหม่ที่กระบี่หักถ่ายทอดเข้าสู่ร่างให้มั่นคง
เสียงน้ำกระเพื่อมดังมาจากที่ไกล หลินเฟิงรู้ว่านั่นคือแม่น้ำหมีเหอทางใต้ของเมืองฝูหนิง
ก่อนหน้านี้เขาคิดวิธีนี้ไว้แล้ว หากสู้สึรุตะ เก็นไม่ไหวก็จะกระโดดลงน้ำ แล้วไปประลองฝีมือทางน้ำกับตาเฒ่า ดูว่าใครว่ายน้ำเก่งกว่ากัน
ใครจะรู้ว่ายังไปไม่ถึงริมแม่น้ำ ก็ถูกอีกฝ่ายตามทันเสียก่อน
ไม่นาน ราตรีก็ผ่านพ้นไป หลินเฟิงลืมตาขึ้น มองแสงอรุณรำไรที่อยู่ไกลออกไป รอบด้านเงียบสงัด มีเสียงแมลงร้องรับกันเป็นระยะ
นกที่ไม่รู้จักชนิดหนึ่งบินผ่านท้องฟ้า หลินเฟิงมองนกที่โฉบผ่านไปด้วยความประหลาดใจ เขามองเห็นจังหวะการกระพือปีกของมันได้ชัดเจน ราวกับภาพเคลื่อนไหวช้าลง
