หวังไฉยิ้มกล่าวว่า “คนเหล่านี้ยังเชื่อใจทางการอยู่มาก ตอนนี้ยังไม่เห็นอะไรกับตา ยามนี้กำเงินไว้ไม่ยอมปล่อยมือ ก็พอเข้าใจได้”
ไป๋ฉางซงถอนหายใจ “เงินสองแสนตำลึง แบ่งกันสามคนก็เพิ่งพอชดใช้หนี้พนันของข้า”
หวังไฉขมวดคิ้ว “ข้ายังรอเงินไปไถ่ตัวรั่วเยียน ขาดอีกห้าหกหมื่นตำลึง”
อวี๋ซูต๋าส่ายหน้า “พวกเจ้าสองคนก็ช่างก่อเรื่องเสียจริง หวังไฉ เรื่องที่เจ้าจะไถ่ตัวรั่วเยียน หากบิดาเจ้ารู้เข้า ไม่หักขาเจ้าหรอกหรือ”
“จะเป็นไปได้อย่างไร ข้าจัดการซื้อเรือนแห่งหนึ่งทางเหนือของเมือง ไม่มีผู้ใดรู้”
“พอเถิด ในเมื่อทุกคนต่างต้องใช้เงิน ก็จงเร่งไปจัดการธุระสำคัญ ให้เฟิ่งเหนียงจับตาคนผู้นี้ไว้ให้ดี ทางที่ดีต้องสืบให้แน่ชัดว่าเขามีเงินมากมายถึงเพียงนั้นจริงหรือไม่”
“ดูจากท่าทางของคนผู้นี้แล้ว คงไม่ขัดสน ด้วยสายตาของข้า เขามีเงินติดตัวไม่ต่ำกว่าสองแสนตำลึง”
หวังไฉกล่าวอย่างมั่นใจ
อวี๋ซูต๋าโบกมือ “เช่นนั้นก็อย่ามัวรั้งรออยู่ที่นี่ ไปจัดการเอกสารทางการเสีย”
ไป๋ฉางซงส่ายศีรษะ “เรื่องแค่นี้เอง พวกเราแยกย้ายกันไปที่ว่าการเพื่อจัดการเอกสาร ถึงยามนั้นต่างคนต่างอาศัยความสามารถ เงินที่ให้แก่ที่ว่าการใด ก็ถือเป็นของผู้นั้น”
หวังไฉร้อนใจกล่าวว่า “ข้าว่าแบ่งกันเท่า ๆ กันดีกว่า การซื้อขายที่ดินของฮู่ปู้ซบเซาเพียงใด ทุกคนก็รู้กันอยู่”
อวี๋ซูต๋ากล่าวอย่างดูแคลน “เช่นนั้นเจ้าก็ทำเอกสารให้ดูดีหน่อย มิได้ให้เขาลงเงินจริงเสียหน่อย จะจริงจังไปไย”
“ก็จริง ข้าต้องคิดให้ดี เพื่อรั่วเยียนแล้ว คืนนี้ข้าไม่นอน”
หวังไฉกัดฟันกล่าว
ทั้งสามกำลังสนทนากัน พลันเห็นเฉาหมิงหลี่โผล่หน้าออกมาจากประตูโถงบุปผาแห่งหนึ่ง