เหมียวฉางเฟิงยกมือห้ามพร้อมรอยยิ้ม
“หลินต้าผู้นี้ดูองอาจยิ่ง ไม่รู้ว่าวรยุทธ์เป็นเช่นไร จะลองแสดงฝีมือสักสองกระบวนท่าให้ข้าได้ชื่นชมบ้างได้หรือไม่”
เหมียวฉางเฟิงกล่าวอย่างสุภาพ เขาเป็นถึงอัครมหาเสนาบดี เอ่ยปากเช่นนี้แล้ว ผู้ใดจะกล้าปฏิเสธ
เฉียวจวี้ซานตอบเสียงอู้อี้ว่า “ใต้เท้าอัครมหาเสนาบดี ข้ามีเพียงเรี่ยวแรงอยู่บ้าง วรยุทธ์นั้นธรรมดายิ่ง”
“เมื่ออยู่ต่อหน้าข้า ไม่ต้องปิดบัง จงแสดงฝีมือออกมาให้เต็มที่เถิด”
ทุกคนในโถงต่างจับจ้องเฉียวจวี้ซาน
ทว่าร่างมหึมาของเฉียวจวี้ซานยังคงนิ่งสนิท
เขาลำบากใจยิ่ง พี่ใหญ่อยู่หลบหลังเขา หากขยับตัว พี่ใหญ่ก็จะถูกเปิดเผย แล้วจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร
ต่อหน้าหลินเฟิงผู้เป็นพี่ใหญ่ อย่าว่าแต่คำพูดของเหมียวฉางเฟิงเลย ต่อให้เป็นรับสั่งของจ้าวเจิง ฮ่องเต้ต้าเจิ้งก็ยังไร้ผล
พังป๋อหงเห็นดังนั้นก็ไม่อาจนั่งนิ่งได้อีก จึงตวาดเสียงดังว่า
“หลินต้า! บังอาจเสียมารยาทเช่นนี้ได้อย่างไร!”
สีหน้าของทุกคนในโถงล้วนไม่น่ามอง ขณะกำลังไม่รู้จะทำเช่นไร พังซิ่วซึ่งยืนอยู่ข้างพังป๋อหงก็สาวเท้าออกมาอย่างรวดเร็ว
“หลินต้า เป็นอะไรไป? หรือได้รับบาดเจ็บตอนปะทะกับโจรบนหลังม้า?”
เฉียวจวี้ซานมองนางอย่างซาบซึ้ง ก่อนพยักหน้าโดยไม่กล่าววาจา
หลินเฟิงลอบคิดว่า สตรีน้อยผู้นี้หัวไว ทั้งยังเฉลียวฉลาด
แม้นางจะพยายามกลบเกลื่อนอย่างยิ่ง ทว่าเหมียวหย่งซึ่งยืนอยู่ด้านหลังเหมียวฉางเฟิงกลับมองเห็นพิรุธ
ดูจากฝีเท้าของทั้งสามคนยามเข้ามาในโถงแล้ว ไม่มีท่าทีเหมือนผู้ได้รับบาดเจ็บสักนิด เพิ่งมาเอ่ยว่าบาดเจ็บเอาป่านนี้ ย่อมมีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
ความผิดปกติเช่นนี้ย่อมมิอาจมองข้าม เกี่ยวพันถึงความปลอดภัยของใต้เท้าอัครมหาเสนาบดี เรื่องเล็กน้อยเพียงใดก็ปล่อยผ่านไม่ได้
