ภายในตำหนักใหญ่ของศาลบรรพชนหลวงเต็มไปด้วยความโกลาหล ล้วนเป็นเชื้อพระวงศ์ทั้งสิ้น พวกเขาไม่ได้เกรงกลัวฝ่าบาทมากนัก จึงจับกลุ่มกระซิบกระซาบกัน
หลังรับบัญชา จางกงก็เร่งฝีเท้ามายังเชิงบันได พลิกกายขึ้นม้า แล้วมองหาชางลิ่วเช่อท่ามกลางฝูงชน
เขารู้ดีว่า หากไม่มีชางลิ่วเช่อ ตนย่อมบัญชาการสองกองพันของทหารองครักษ์หลวงไม่ได้
ยามนี้เขาไม่กล้าวางท่าให้คนไปเรียกชางลิ่วเช่อมาพบตน
สถานการณ์เร่งด่วน การไปหาอีกฝ่ายด้วยตนเองย่อมเหมาะสมที่สุด
ขณะนั้นชางลิ่วเช่ออยู่กับเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชา มองกลุ่มคนบนบันไดศาลบรรพชนหลวงอยู่ห่าง ๆ
พวกเขาสนทนาเรื่องสัพเพเหระกันอย่างไม่จริงจังนัก
มีคนตาไวสังเกตเห็นจางกงที่กำลังควบม้าวนไปมา
“ท่านแม่ทัพ ขันทีผู้นั้นคงมาหาท่านกระมัง”
“ไม่ต้องไปสนใจเขา”
ชางลิ่วเช่อกล่าวอย่างดูแคลน
ขันทีที่ออกมาจากวังเหล่านี้ต่างถือตนเหนือผู้อื่น ไม่เคยมองพวกขุนนางทหารชั้นผู้น้อยอย่างพวกเขาด้วยซ้ำ
กระทั่งฝู่ถ่งหลิ่งทหารองครักษ์หลวงอย่างเขา ยังถูกเรียกใช้ไปมาโดยไม่เห็นหัว ไร้ซึ่งความเคารพแม้แต่น้อย
ชางลิ่วเช่อกับบรรดานายทหารองครักษ์หลวงล้วนชิงชังขันทีเหล่านี้อยู่ในใจมานาน เพียงแต่ไม่กล้าเอ่ยออกมาเท่านั้น
ไม่นานนัก จางกงก็พบชางลิ่วเช่อในที่สุด จึงควบม้าพุ่งเข้ามาทันที
ยังไม่ทันเข้าใกล้ เขาก็ตะโกนเสียงดังลั่น
“ชางลิ่วเช่อ เร็วเข้า! ระดมกำลังพล กลับวังหลวงเดี๋ยวนี้ ทันที!”
ชางลิ่วเช่อไม่ขยับ นายทหารทั้งหลายก็ยืนนิ่ง ต่างมองขันทีผู้นี้ที่กำลังคลุ้มคลั่งด้วยสายตาเย็นชา
ม้าศึกพุ่งมาถึงเบื้องหน้าคนทั้งกลุ่มดุจสายลม จางกงรีบดึงบังเหียนจนเกือบพลัดตกจากหลังม้า
