ทุกคนชะงักงัน มองเกาเจิ้งชิงขมวดคิ้วเงียบงัน
“ข้าขอกล่าวย้ำอีกครั้ง กระบี่หักเป็นวัตถุอัปมงคลและชั่วร้ายอย่างยิ่ง มิใช่สิ่งดีงามของโลกผู้บำเพ็ญ ไม่เพียงไม่เป็นประโยชน์ต่อการบำเพ็ญของพวกเรา ซ้ำยังอาจทำลายหนทางบำเพ็ญของทุกท่าน จงระมัดระวังให้ดี”
“ฮ่า ๆ ๆ... เจ้าสำนักเกา ท่านออกมาจากที่นี่ได้ คงได้รับประโยชน์บางอย่างสินะ”
“กล้าเอ่ยปากช่วยไอ้หนูนี่ ย่อมได้ผลประโยชน์ไม่น้อยเป็นแน่”
“เกาเจิ้งชิง เจ้าขัดขวางพวกเรามิให้หยั่งรู้กระบี่หักซ้ำแล้วซ้ำเล่า แท้จริงคิดการใดอยู่? เหตุใดเจ้าจึงเฝ้าอยู่ข้างกระบี่หักได้ตามใจชอบ หรือว่ามีเจตนาแอบแฝง?”
ทุกคนพากันกล่าวประณามด้วยโทสะ มิได้เรียกขานอย่างให้เกียรติอีกต่อไป แต่กลับเรียกชื่อเขาตรง ๆ
จี๋เฟิงสิงเดินออกมาจากห้อง ถอนหายใจพลางเอ่ยขึ้น
“ศิษย์พี่เกา กล่าวไปก็ไร้ประโยชน์ พวกเราทำเต็มกำลังแล้ว กำแพงทางใต้คงสั่งสอนได้ดีกว่า”
กล่าวจบ เขาก็หันไปพูดกับหลินเฟิง
“น้องชาย ไปจากที่นี่เถิด คนพวกนี้เสียสติไปแล้ว พูดด้วยเหตุผลคงไม่เข้าหู”
เขารู้ว่าหลินเฟิงเคลื่อนไหวได้รวดเร็ว คนเหล่านี้กักขังหลินเฟิงไว้ไม่ได้ จึงเกลี้ยกล่อมให้จากไป เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะ ซึ่งย่อมเป็นผลดีต่อทั้งสองฝ่าย
หลินเฟิงย่อมลงมือที่นี่ไม่ได้ สถานที่คับแคบ ไม่เอื้อต่อการใช้วิชาตัวเบา ทั้งยังส่งผลต่อความเร็วของเขา
“ก็ได้ พวกเราสู้ไม่ไหว ก็หลบเสียสิ”
สิ้นเสียงเขา ก็มีคนตะโกนขึ้นเสียงดัง
“หลินเฟิง อย่าคิดว่าจะหนีไปจากที่นี่ได้ ในฐานะอ๋องผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แห่งต้าจงและถ่งหลิ่งกองทัพเจิ้นซี ใต้บัญชาคงมีผู้คนมากมายกระมัง หรือเจ้าจะทอดทิ้งพวกเขาได้ลงคอ?”
