เพราะความลังเลของชูฉิน นางไม่กล้ายืนยันว่าหลินเฟิงเป็นบุตรชายของตน หรือเป็นศัตรูที่ตนแค้นเคือง จึงไม่กล้าออกแรงมากเกินไป เกรงจะทำร้ายอีกฝ่าย ส่งผลให้การดิ้นรนของนางไม่เต็มกำลัง
“เฟิงถิง เจ้าเป็นอะไรไป?”
ท่ามกลางความสับสน สติของชูฉินเริ่มเลอะเลือนอีกครั้ง นางเอ่ยถามอย่างร้อนใจ
“อย่าขยับ อดทนไว้”
หลินเฟิงเอ่ยปลอบ
ชูฉินสัมผัสได้แล้วว่าปราณแท้ภายในกายกำลังสลายไปอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกประหนึ่งถูกสูบออกไปเช่นนั้นช่างทรมานยิ่งนัก
นางดิ้นรนสุดแรงไม่หยุด หวังผลักหลินเฟิงออกไป ทว่าก็กลัวว่าหากออกแรงมากเกินไปจะทำร้ายบุตรชาย อารมณ์ที่สับสนวุ่นวายทำให้นางไม่รู้จะทำเช่นไร
ส่วนหลินเฟิงก็โอบกอดนางไว้สุดกำลัง พลางเอ่ยปลอบไม่หยุด
“อย่าขยับ อีกครู่ก็จะดีขึ้น เชื่อฟังข้า...”
ชูฉินฝืนอดกลั้นไม่ดิ้นรนอีกจริง ๆ เพียงถามอย่างสงสัยว่า
“เฟิงถิง...พวกเรากำลังจะ...”
ศีรษะของทั้งสองแนบอยู่บนไหล่ของอีกฝ่าย จึงมองไม่เห็นสีหน้ากัน
เวลาผ่านไปทีละนาที หลินเฟิงรู้สึกว่าร่างของชูฉินในอ้อมแขนค่อย ๆ อ่อนแรงลง
“เฟิงถิง พวกเรากำลังจะตายหรือ...”
หลินเฟิงถอนหายใจ “เฮ้อ...”
เขาค่อย ๆ คลายมือ จับไหล่ชูฉินไว้แล้วผลักนางออกไปห่างหนึ่งฉื่อ มองใบหน้าซีดขาวลงทุกขณะ
นี่ก็เป็นหญิงชราอาภัพคนหนึ่ง เพราะบุตรชายหายตัวไป นางจึงตกอยู่ในภาวะคลุ้มคลั่งจนถอนตัวไม่ขึ้น
ท้ายที่สุดก็ต้องสิ้นชีวิตเพราะบุตรชายเช่นกัน
หลินเฟิงรู้ดีว่า หากไม่ลงมือก่อน อีกประเดี๋ยวผู้ที่จะตายก็คือตน
แววตาของชูฉินค่อย ๆ หม่นแสง นางเข้าสู่ห้วงสุดท้ายของชีวิตแล้ว
