ทหารม้าสอดแนมเองก็งุนงงอยู่บ้าง พวกเขามิได้ออกลาดตระเวนยามค่ำคืน จึงไม่อาจตอบคำถามของท่านอ๋องได้ในทันที
“ท่านอ๋อง เมื่อคืนกองกบฏมิได้ตั้งค่ายพักแรม หากแต่เดินทางมาตลอดพ่ะย่ะค่ะ”
ทหารม้าสอดแนมอีกคนหนึ่งไหวพริบว่องไว รีบตอบขึ้น
แม้เขาจะกล่าวไปตามที่คาดเดา แต่กลับตรงกับความจริงทุกประการ
ชิวเจี้ยและจิ่งเจาเหิง แม่ทัพใหญ่แห่งต้าเจิ้งทั้งสอง ได้รับพระบัญชาต่อหน้าฝ่าบาทให้จับกุมเหล่าราชวงศ์และขุนนางชั้นสูงของต้าจง
ความคิดของจ้าวเจิงเรียบง่ายยิ่ง เขาเพียงอยากให้ญาติพี่น้องที่เคยดูแคลนตนเหล่านั้น คุกเข่าอยู่แทบเท้า แล้วมองดูว่าเขาขึ้นครองบัลลังก์เป็นจักรพรรดิได้อย่างไร
นี่คือปณิธานที่ฝังแน่นในใจจ้าวเจิง
แน่นอน หากจับจักรพรรดิต้าจง จ้าวเจิ้น ได้สำเร็จ ก็จะนับเป็นความดีความชอบใหญ่หลวง
ด้วยเหตุนี้ ชิวเจี้ยและจิ่งเจาเหิงจึงไล่ติดตามทั้งวันทั้งคืน แม้พวกเขาไม่หวังว่าจะจับจักรพรรดิต้าจง จ้าวเจิ้น กลับไปได้ แต่หากจับบุคคลสำคัญในราชสำนักต้าจงกลับไปไม่ได้แม้แต่คนเดียว
จะไม่ทำให้ฝ่าบาททรงกริ้วหรือไร
แม้เป็นเวลากลางคืน แต่ขบวนผู้หลบหนีที่อยู่เบื้องหน้ากลับตามรอยได้ง่ายดายยิ่ง
เพราะรอยล้อรถบนทางตลอดเส้นทางเห็นได้ชัด ทั้งยังมีผู้คนล้มอยู่ข้างทางเป็นระยะ บ้างตายไปนานแล้ว บ้างยังไม่ตายแต่ก็เหลือเพียงลมหายใจรวยริน
ดูจากเครื่องแต่งกายแล้ว คนเหล่านี้ล้วนเป็นบ่าวไพร่ในจวน ไม่มีผู้ใดมีฐานะสูงส่ง
ทัพหลวงต้าเจิ้งสามหมื่นนายไล่ตามมาตลอดทาง ทหารม้าสอดแนมนำหน้า ลาดตระเวนไปไกลเกือบสองร้อยลี้ แต่ก็ยังไม่เห็นเงาขบวนผู้หลบหนี
เรื่องนี้ทำให้แม่ทัพใหญ่ทั้งสองร้อนใจยิ่งนัก
