ชายฉกรรจ์ผู้นั้นมีสีหน้าไม่วางใจ “เจ้าไปฟังคำพูดเหลวไหลเช่นนี้มาจากที่ใด ฆ่าคนไปแล้ว ยังจะพูดถึงคุณธรรมอะไรอีก?”
หญิงสาวเองก็เริ่มลังเล
“ท่านอาจารย์เป็นคนบอก อีกทั้งผู้อาวุโสก็สั่งให้พวกเราทำเช่นนี้”
“ท่านอาจารย์ยังบอกด้วยว่า เขาจะมาเช่าเรือจากพวกเราเป็นแน่ ไฉนจึงไม่เห็นเอ่ยปาก?”
“ใจเย็นไว้ เขาจะตามมาพูดด้วยเอง”
“พวกเรารอเขาที่นี่หรือ?”
“ไม่ได้ พวกเราต้องเดินหน้าต่อ”
“แต่ถ้าเดินต่อ เรือก็จะหายไปจริง ๆ แล้ว”
“ข้าบอกแล้วว่าเขาไม่ขโมยเรือหรอก”
“แต่ข้าไม่วางใจ หากเขาเอาเรือของพวกเราไปเสีย ขั้นต่อไปจะทำเช่นไร?”
“เจ้าจะกังวลเรื่องนี้ไปไย แผนการของท่านอาจารย์จะผิดพลาดได้อย่างไร”
“เมื่อครู่ก็ยังคาดไม่ถึงนี่ เขาไม่พูดสักคำ”
“ท่านอาจารย์ก็ไม่ได้บอกว่าอีกฝ่ายจะต้องพูดกับพวกเราเสียหน่อย”
“ไม่พูดแล้วจะเช่าเรือได้อย่างไร?”
“...”
ทั้งสองยืนโต้เถียงกันอยู่บนทางดิน
ผ่านไปครู่ใหญ่
“เอาอย่างนี้ เจ้าแบกหาบเดินหน้าต่อไป ข้าจะย้อนกลับไปดู
ถือเสียว่าลืมของไว้”
หญิงสาวมีไหวพริบกว่าอยู่บ้าง จึงคิดหาหนทางแก้ไขได้
ชายฉกรรจ์ก็เห็นว่าวิธีนี้ไม่เลว จึงแบกหาบเดินมุ่งหน้าไปทางตัวเมืองอำเภอต่อ ส่วนหญิงสาวหันกลับไปวิ่งยังท่าเรือ
ดวงตะวันโผล่พ้นขอบฟ้าแล้ว หมอกบางค่อย ๆ จางหาย
หญิงสาวเร่งฝีเท้ามาถึงท่าเรือ จากระยะไกลก็พบว่าเรือไม้ที่นางผูกไว้ริมท่าหายไปแล้ว
กลางผืนน้ำกว้างใหญ่ของแม่น้ำหย่งติ้ง มีเงาเรือไม้เลือนรางลอยอยู่ แล่นออกไปไกลลิบแล้ว
หญิงสาวยืนตะลึง มองสายน้ำเชี่ยวกรากของแม่น้ำหย่งติ้ง ชั่วขณะหนึ่งไม่รู้จะทำอย่างไรดี
