ภายในห้องเหลือเพียงฉวีเหิง เขาจ้องเปลวเทียนบนโต๊ะตาไม่กะพริบ พลันตกอยู่ในภวังค์อีกครั้ง
โอตานิ โยชิตั้งค่ายแห่งหนึ่งขึ้นระหว่างเมืองเหยียนซิ่นกับแม่น้ำเหยียนโจว
ยามนี้เขานำทัพถอยกลับเข้าค่ายแล้ว
ศึกครั้งนี้พ่ายแพ้ เขาจึงหมดเรี่ยวแรงและหดหู่ใจ
มีคนยกอาหารค่ำมาให้ ทว่าเขากลับไม่มีกะจิตกะใจจะกิน ทั้งที่ท้องหิวจนแทบไส้กิ่ว
“ทหารม้าสอดแนมกลับมาหรือยัง?”
“เรียนแม่ทัพใหญ่ ยังไม่กลับมา”
“พวกเขากลับมาเมื่อใด ให้มาพบข้าทันที”
“ขอรับ แม่ทัพใหญ่”
โอตานิ โยชิเอนกายพิงผ้าห่ม มือไล้ตราประจำตระกูลบนด้ามดาบตรงที่เอว ดวงตาไร้แววทอดมองข้าวผสมธัญพืชในชามเบื้องหน้า
เมืองเหยียนซิ่นยากจน เสบียงที่พวกเขาปล้นชิงมาได้ก็มีไม่มาก
กองกำลังสองหมื่นคนมีเสบียงไม่พอกินแม้แต่ไม่กี่วัน
มีเพียงยึดเมืองลั่วซี พวกเขาสองหมื่นคนจึงจะพอมีทางรอด
ใครจะรู้ว่าครั้งนี้กลับพลาดท่าในช่วงสุดท้าย ถูกคนเข้ามาขัดขวางแผนการ
โอตานิ โยชิครุ่นคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจ เพราะจากรายงานของทหารม้าสอดแนม ตลอดลำน้ำเหยียนโจวไม่มีเรือรบของกองเรือต้าเจิ้งแม้แต่ลำเดียว
มีเรืออยู่บ้างเป็นครั้งคราว ก็เป็นเรือของกองเรือสังกัดกองทัพเจิ้นซี
ต่อให้กองเรือแห่งกองทัพเจิ้นซีเป็นฝ่ายลงมือ ทว่าจากการตรวจสอบ เรือเหล่านั้นยังอยู่ห่างจากท่าเรือเมืองลั่วซีมากพอให้เขายึดเมืองลั่วซีได้ทัน
ส่วนกองทัพภาคพื้นดิน นอกจากที่ลั่วเฉิงกับอำเภอหลินลั่วทางตะวันออกแล้ว ต้าเจิ้งก็ไม่มีกองทัพอื่นให้เรียกใช้อีก
เรือรบพวกนั้นโผล่มาจากที่ใดกันแน่?
หรือจะเป็นเรือเร็วของกองทัพเจิ้นซี?
ทว่า ตามข่าวที่ได้รับ กองเรือแห่งกองทัพเจิ้นซีอยู่ไกลถึงลำน้ำลั่วหลิง ห่างจากที่นี่อย่างยิ่ง ไม่มีทางมาถึงได้ในเวลาอันสั้น
