จี๋เฟิงสิงไม่อาจสงบจิตใจได้ จึงลุกออกจากถ้ำ เดินทอดน่องอยู่บนลานกว้างเบื้องหน้าถ้ำ
ลมภูเขาพัดหวีดหวิว จี๋เฟิงสิงนึกถึงความเร็วในการหลบหนีของหลินเฟิงขึ้นมาอีกครั้ง ภายในญาณของเขาพลันเกิดความรู้สึกประหลาดขึ้นมา
เขาบำเพ็ญเพียรมาหลายสิบปี เคยทุ่มเทศึกษาเรื่องความเร็วในการเคลื่อนที่อย่างหนัก
ทว่ากลับไม่อาจฝ่าฟันแรงต้านมหาศาลยามพุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงได้
ยิ่งเคลื่อนที่เร็ว แรงต้านเบื้องหน้าก็ยิ่งมากขึ้น
ในสมองของจี๋เฟิงสิงผุดภาพท่าร่างอันประหลาดของหลินเฟิงขณะหลบหนีขึ้นมา
“เขาทำได้อย่างไร?”
จี๋เฟิงสิงพึมพำออกมาโดยไม่รู้ตัว
ปีนี้เขาอายุแปดสิบเจ็ดปีแล้ว หากภายในสิบปีนี้ยังไม่อาจทะลวงขีดจำกัดของตนได้ เกรงว่าชาตินี้คงหมดหวังบนมหาวิถี
จี๋เฟิงสิงบำเพ็ญวิชาความเร็วเป็นหลัก แม้สืบทอดวิชาของสำนักเจี้ยนสิงมาจะเน้นปราณกระบี่เป็นสำคัญ
ทว่าเขามีพรสวรรค์ด้านความเร็วเหนือผู้ใด จึงเป็นผู้บำเพ็ญตนที่เคลื่อนที่ได้รวดเร็วที่สุดในโลกผู้บำเพ็ญ
ไม่ว่าจะเป็นความเร็วหรือปราณกระบี่ ขอเพียงทะลวงอย่างใดอย่างหนึ่งได้ ก็จะใช้สิ่งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และก้าวขึ้นสู่ระดับที่สูงกว่า
เขากับประมุขอีกสองสำนักต่างติดอยู่ในระดับนี้มาหลายปี ความปรารถนาที่จะทะลวงขีดจำกัดดังกล่าวกลายเป็นความยึดติดของประมุขทั้งสามไปแล้ว
ขณะที่จี๋เฟิงสิงกำลังครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง จู่ ๆ หัวใจก็สั่นวูบ เขาพลันได้สติกลับคืนมา
เขาหันไปมองทางเข้าลานกว้าง
ภายใต้แสงจันทร์ มีเงาดำร่างหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น กำลังจับจ้องเขาเงียบ ๆ
จี๋เฟิงสิงเบิกตาจ้องเงาดำนั้นอย่างเหม่อลอย ผ่านไปครู่ใหญ่จึงพึมพำว่า
