สติปัญญาและฝีมือการต่อสู้ของน่าหลานทำให้พยัคฆ์เดียวดายเลื่อมใส เพราะบนแผ่นดินเที่ยเจินนั้น บุรุษเป็นใหญ่
แต่กลับมีน่าหลานปรากฏขึ้นมา เอาชนะบุรุษเที่ยเจินนับไม่ถ้วน
ไม่ต้องใช้สมองคิดก็รู้แล้วว่าเรื่องนี้ยากเย็นเพียงใด
พยัคฆ์เดียวดายลอบถอนหายใจ ยิ่งรู้สึกว่าหลินเฟิงไม่ธรรมดา
แต่เพียงชั่วขณะที่นิ่งงัน พยัคฆ์เดียวดายก็แหงนหน้าหัวเราะเสียงดัง
“ดี พี่น้องทั้งหลายจงเป็นพยาน พรุ่งนี้ข้าจะเด็ดหัวหลินเฟิง แล้วไปสู่ขอท่านน่าหลาน”
เหล่าบุรุษต่างโห่ร้องเห็นชอบ บรรยากาศคึกคักขึ้นถึงขีดสุด
เมื่อเห็นพยัคฆ์เดียวดายยังคงไม่แสดงท่าทีให้ความสำคัญแม้แต่น้อย น่าหลานก็หมุนกายจากไป หายลับไปในราตรีอันมืดมิดด้วยความผิดหวัง
สถานที่ซึ่งพยัคฆ์เดียวดายเลือกใช้เป็นสมรภูมิตัดสินแพ้ชนะ คือพื้นที่โล่งกว้างแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากปราสาทและค่ายทหาร
การสู้รบที่นี่ช่วยหลีกเลี่ยงการถูกรบกวนจากผู้อื่น อีกทั้งยังเอื้อให้ใช้ประโยชน์จากม้าศึกของตนได้เต็มที่
พยัคฆ์เดียวดายเคยได้ยินเรื่องรถศึกของหลินเฟิงเช่นกัน
หลังจากศึกษามาแล้ว เขาคิดว่าหากย้ายสนามรบมายังพื้นที่โล่ง ก็จะอาศัยความได้เปรียบด้านความเร็วของตนสลายการโจมตีของรถศึกได้
แสงอาทิตย์ยามรุ่งสางสาดส่องไปทั่วทุ่งกว้าง
สายลมแผ่วพัดผ่านวัชพืชที่ขึ้นอยู่ประปราย
กลางทุ่งกว้าง หลินเฟิงนำทหารม้าศึกสามพันนายยืนเรียงแถวอยู่ด้านหนึ่งอย่างเงียบสงบ
ห่างออกไปราว 2 ลี้ ทหารม้าเหล็กสามพันนายของพยัคฆ์เดียวดายก็เรียงแถวอย่างเป็นระเบียบอยู่กลางทุ่งนา
หลินเฟิงควบม้าอยู่หน้าสุด ยกเนตรพันลี้ในมือขึ้นสังเกตพยัคฆ์เดียวดายที่อยู่อีกฟาก
เมื่อคืนเว่ยเป้านำข่าวคราวล่าสุดมาส่งให้เขา
เนื้อหากล่าวถึงสถานการณ์ของพยัคฆ์เดียวดายอย่างคร่าว ๆ
แม้จะบอกเพียงว่าพยัคฆ์เดียวดายเป็นคนโหดเหี้ยม มีพละกำลังฉีกหมีและเสือด้วยมือเปล่าได้ ไม่มีผู้ใดในเที่ยเจินเทียบชั้น
