จงอู๋จี๋รีบพยักหน้า “ใช่ ๆ นิสัยของจ้าวเจียนประหลาดขึ้นทุกวัน ทั้งหวาดระแวงและอ่อนไหว มองผู้ใดก็ขัดหูขัดตา วันนี้ยังด่าชิวเจี้ยเสียยกใหญ่ ทำให้ชายชราผู้นั้นโกรธจนหน้าแดงก่ำ ริมฝีปากคล้ำม่วงไปหมด”
หลินเฟิงยิ้มกล่าว “ขุนนางผู้ได้รับมอบหมายให้ช่วยเหลือราชการแผ่นดินทั้งสามของจ้าวเจียน อันเจิ้งเต้าเอาแต่นอนป่วยอยู่บนเตียง ชิวเจี้ยก็กำลังจะถูกริบความโปรดปราน ส่วนเสิ่นอวี๋กลับปล่อยตัวตามยถากรรม ไม่ลงมือทำงานจริงจัง ราชสำนักเช่นนี้จะมีความสามารถอันใดได้อีก?”
จงอู๋จี๋โน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเสียงเบา
“ท่านอ๋อง ข้าน้อยปรึกษากับลูกน้องสองสามคนแล้ว เห็นว่าควรฉวยโอกาสยามบ้านเมืองวุ่นวาย นำกำลังออกจากนครหลวงต้าเจิ้งไปเสีย เลียนแบบจั่วหลิง ยกกองกำลังแปรพักตร์จากต้าเจิ้งไปทั้งหน่วย”
หลินเฟิงขมวดคิ้วกล่าว “ข้าต้องการให้เจ้าได้รับการสนับสนุนจากเหล่าทหารมากกว่านี้ ในเมื่อมาเยือนทั้งที ก็ต้องกอบโกยผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุด”
จงอู๋จี๋รีบรับคำ “ท่านอ๋องมองการณ์ไกลยิ่งนัก ในทหารองครักษ์หลวงมีแม่ทัพนายกองมากมายกำลังหาทางออกอยู่ มิสู้ให้ข้าน้อยติดต่อพวกเขาไปทั่ว พยายามเกลี้ยกล่อมทหารให้ออกไปจากเมืองให้ได้มากที่สุด”
“อืม ดีเช่นนั้น จำนวนคนที่เจ้าชักชวนได้ยิ่งมาก ความดีความชอบก็ยิ่งใหญ่ ข้าจะไม่ทำให้เจ้าผิดหวัง”
“ขอบพระทัยท่านอ๋องที่ทรงเมตตา ข้าน้อยจะทุ่มเทสุดกำลัง”
“ดี อย่าปล่อยให้เสียเวลา ควรจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จก่อนพิธีขึ้นครองราชย์ของจ้าวเจียน”
“พ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋องโปรดวางพระทัย ข้าน้อยจะไปจัดการทันที รอฟังข่าวดีได้เลย”
ทั้งสองสนทนากันอยู่สองเค่อ จากนั้นก็แยกย้ายกันไป
ทหารองครักษ์หลวงตรวจค้นทั่วทั้งเมืองอยู่สามวัน แต่กลับไม่พบสิ่งใดเลย
