“แต่กองทัพเจิ้นซีใช้ปืนใหญ่โจมตีค่าย แล้วระดมยิงด้วยปืนไฟ กองทัพเราต้านไม่ไหว จึงมีผู้บาดเจ็บล้มตายนับไม่ถ้วน ข้าน้อยจำต้องสั่งถอนทัพ...”
จางจงเหลียงกล่าวตามความจริง หากมิใช่เขาตัดสินใจสั่งถอนทัพอย่างเด็ดขาด เกรงว่าทหารจะล้มตายมากกว่านี้
หลี่จี้เจ้าได้ฟังจากปากซือหม่าเซินแล้วว่าอาวุธปืนที่กองทัพเจิ้นซีใช้ร้ายกาจเพียงใด
ทั้งปืนใหญ่และปืนไฟที่ยิงต่อเนื่องได้ มิน่าเล่าต้าเหอซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเจ้าแห่งท้องทะเลจึงถูกทหารหลายพันนายของกองทัพเจิ้นซีตีจนแตกพ่าย แม้จะมีกองทัพนับหลายแสนนายก็ยังไม่อาจกอบกู้ชะตากรรมแห่งความพ่ายแพ้ของต้าเหอได้
หลี่จี้เจ้ายกมือห้ามจางจงเหลียงกล่าวต่อ ก่อนส่ายหน้าอย่างหมดอาลัย
“มิใช่ความผิดของพวกเจ้า กองทัพเราต้านอาวุธปืนของกองทัพเจิ้นซีไม่ไหว ข้าไม่เอาความที่พวกเจ้าพ่ายแพ้ แต่ก้าวต่อไปควรทำเช่นไร ขอให้ทุกท่านไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน”
เหล่าแม่ทัพยืนอยู่ในกระโจมไม่น้อย เมื่อได้ยินท่านถ่งหลิ่งกล่าวเช่นนี้ ต่างก็เงียบงัน ก้มหน้าครุ่นคิด
หลี่จี้เจ้าเองก็จนปัญญา คิดจะอาศัยความคิดของทุกคน บางทีอาจหาหนทางรอดได้
ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ยังไม่มีผู้ใดเอ่ยปาก ซือหม่าเซินจึงลุกขึ้นจากหน้าโต๊ะหนังสือริมกระโจม
“ท่านถ่งหลิ่ง ตามความเห็นของข้าน้อย ยามนี้มีเพียงสองทางให้เลือก”
“โอ้? ท่านซือหม่าโปรดว่ามา”
หลี่จี้เจ้ามองที่ปรึกษาทหารผู้ติดตามตนมาหลายปีด้วยความคาดหวัง อีกฝ่ายเคยเสนอแผนการอันแยบคายให้เขามากมาย
“ท่านถ่งหลิ่ง ทางแรกคือหาโอกาสเจรจาสงบศึกกับกองทัพเจิ้นซีต่อไป”
หลี่จี้เจ้าขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้า
“สถานการณ์ในสนามรบไม่เป็นใจ กองทัพซีเซี่ยของเราต้านการบุกของกองทัพเจิ้นซีไม่ไหว เรื่องนี้กลายเป็นข้อเท็จจริงไปแล้ว ต่อให้เรายอมลดตัวไปขอสงบศึก พวกเขาก็ใช่ว่าจะตอบตกลง”
