ฉินฟางเข้าออกประตูเมืองอยู่บ่อยครั้ง ทหารบนกำแพงเมืองจึงล้วนรู้จักเขา
เมื่อได้ยินว่าขนเสบียงกลับมาแล้ว บนกำแพงเมืองก็พลันมีเสียงโห่ร้องยินดี
พวกเขาอดอยากกันมาหลายวันแล้ว
เสบียงในแต่ละวันถูกจำกัดปริมาณ ต่อให้กินก็ยังไม่อาจอิ่มได้ครึ่งท้อง
เคราะห์ดีที่กำแพงเมืองสูงและหนา คนเถื่อนไม่คิดบุกเข้ามาโจมตี มิฉะนั้นทหารคงหิวจนหน้ามืดตาลาย แล้วจะป้องกันเมืองไหวได้อย่างไร?
ประตูเมืองหนาหนักค่อย ๆ เปิดออกบานหนึ่ง ปล่อยให้หลินเฟิงและพวกพ้องเข้าไปด้านใน
อาคารในเมืองสูงใหญ่กว่าที่อื่น ทั้งยังแผ่กลิ่นอายเก่าแก่เรียบง่าย
บนถนนกว้างขวางแทบไม่มีผู้คนสัญจร
อากาศทั่วทั้งเมืองอบอวลด้วยกลิ่นเปรี้ยวเหม็น
หลินเฟิงเองก็คำนวณมาแล้ว ภารกิจขนเสบียงยี่สิบเกวียนถือว่าสำเร็จ ทว่าก็ต้องแลกมาด้วยความสูญเสียมหาศาล
เมืองชายแดนกว้างใหญ่ถึงเพียงนี้ ผู้คนในเมืองก็มีอยู่มากมาย เสบียงแค่นี้จะกินได้สักกี่วัน?
แม้ผู้ที่นำเสบียงมาส่งเมืองชายแดนจะมิได้มีเพียงหลินเฟิง
แต่ในเขตจวนตูฮู่เจิ้นซี เสบียงยังคงขาดแคลนเป็นวงกว้าง
หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป เมืองชายแดนแห่งนี้คงพังทลายลงเองโดยไม่ต้องรบ
แม่ทัพใหญ่ฉินได้รับรายงานตั้งนานแล้ว พอได้ยินว่าหลินเฟิงมาถึง จึงส่งคนออกมาต้อนรับทันที
ฉินฟางเห็นกองทหารม้ากลุ่มหนึ่งควบม้าตรงเข้ามาจากเบื้องหน้า
ผู้ที่นำอยู่ข้างหน้ามีสองคน คนหนึ่งอายุราวสี่สิบ สวมชุดบัณฑิต ไว้หนวดเครายาวสามสาย ท่าทางสุภาพอ่อนโยน
ผู้นี้คือมู่หวู่ ที่ปรึกษาทางทหารคนสำคัญของบิดาเขา
อีกคนเป็นขุนพล สวมเกราะทั่วร่าง รูปร่างสูงใหญ่กำยำ มีหนวดเครารุงรังเต็มใบหน้า
เขาคือแม่ทัพรถศึกซุนหยาง
ทั้งสองต่างมีฐานะสูงส่ง การที่แม่ทัพใหญ่ส่งพวกเขามาต้อนรับหลินเฟิง นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งแล้ว
