สำนักจงซิงเร้นกายอยู่ในหุบเขา เพื่อไม่ให้การบำเพ็ญของแต่ละคนรบกวนกัน อาคารทั้งหลายจึงมิได้ตั้งอยู่บนพื้นราบเดียวกัน หากกระจายอยู่ตามเนินเขาหลายลูกอย่างเป็นระเบียบ บ้านเรือนทั้งด้านหน้าและด้านหลังล้วนปลูกไม้ดอกไม้ประดับไว้ เป็นสถานที่บำเพ็ญอันเงียบสงบ
หลังจากประมุขของแต่ละสำนักได้รับการจัดให้พักในที่ต่าง ๆ แล้ว ต่างก็เริ่มรอคอย
คนแรกที่ได้ครอบครองกระบี่หักตามลำพัง คือหมิ่นซู่หรง ประมุขเขาคุนอวี๋
เขาคุนอวี๋เป็นสำนักใหญ่ ทั้งยังเพิ่งออกจากเขาเป็นครั้งแรก นางจึงได้อยู่ลำดับแรก ย่อมไม่มีผู้ใดคัดค้าน
สามวันผ่านไป ตามคาด หมิ่นซู่หรงมิได้รับสิ่งใดเลย จึงจำต้องส่งกระบี่หักให้ประมุขสำนักถัดไป
เมื่อหมุนเวียนกันจนครบแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดสามารถหยั่งรู้สิ่งใดจากกระบี่หักได้แม้แต่น้อย
เวลาจึงผ่านไปเช่นนี้ วนเวียนรอบแล้วรอบเล่า
สามเดือนให้หลัง คนแรกที่หมดความอดทนคือมู่เฉียนหยาง เขาเป็นคนใจร้อน เมื่ออยู่ต่อหน้ากระบี่หักตามลำพัง ก็ไม่อาจทนมองเศษเหล็กขึ้นสนิมเขรอะตรงหน้าได้อีก
ในเมื่อไม่มีผู้ใดหยั่งรู้สิ่งใดจากกระบี่หักได้ นั่นย่อมหมายความว่าพวกเขามาผิดทาง จำต้องแสวงหาวิธีใหม่
ทว่าลองทุกวิถีทางแล้วก็ยังไม่ได้ผล
ยามนี้เหลือเพียงหนทางเดียว นั่นคือวิธีที่หลินเฟิงกล่าวไว้ ให้กระบี่หักดูดซับเลือดลมของผู้บำเพ็ญตน เพื่อปลุกพลังวิญญาณของมัน หรือจะกล่าวว่าเป็นพลังมารก็ได้
จะดูดซับเลือดลมอย่างไร?
จะดูดซับเลือดลมของผู้ใด?
มู่เฉียนหยางเดินวนไปมา ความกระวนกระวายใจไม่อาจสงบลงได้
ให้กระบี่หักดูดเลือดลมของตนย่อมไม่ได้ ส่วนศิษย์ในสำนักก็มีจำนวนน้อยอยู่แล้ว หากความกระหายเลือดของกระบี่หักควบคุมมิได้ ผู้ถูกดูดเลือดลมย่อมได้รับบาดเจ็บสาหัส หรือถึงขั้นเสียชีวิต
