นางตัดสินใจยืนหยัดปกป้องค่ายจนตัวตาย เพื่อให้พี่ชายมีเวลาถอยทัพจากค่ายด้านหลัง
ทว่าในยามนี้ภายในค่ายวุ่นวายโกลาหล น่าหลานหาเงาร่างของน่าเริ่นผู้เป็นพี่ชายไม่พบ
ทหารม้าฝีมือดีของเผ่าคู่ลั่วเพิ่งเข้าร่วมศึกเช่นนี้เป็นครั้งแรก แม้หาญกล้าและทรหด แต่ก็ยังต้านทานแรงปะทะจากรถศึกมหึมาไม่ไหว
เมื่อรถศึกหลายสิบคันบดขยี้ผ่านค่าย ทหารม้าของคนเถื่อนที่เหลืออยู่น้อยนิดก็ต้องเผชิญกับการพุ่งชนของทหารม้าเกราะหนักอีกระลอก
ภาพอันน่าเวทนาเบื้องหน้าล้วนเป็นเสียงร้องโหยหวนของคนในเผ่าตนเอง
น่าหลานเข่นฆ่าจนตาแดงก่ำ ดาบยาวในมือนางหักไปแล้วสองเล่ม ล้วนเป็นดาบศึกที่แย่งมาจากมือทหารม้าคนอื่น
แม้เรี่ยวแรงของนางจะแข็งแกร่งและเพลงดาบรวดเร็ว แต่ก็ไม่อาจสร้างความเสียหายให้ทหารม้าเกราะหนักได้มากนัก
นางไม่มีพละกำลังแขนและอาวุธหนักอึ้งอย่างพยัคฆ์เดียวดาย เมื่อต้องเผชิญหน้ากับทหารม้าเกราะหนักของกองทัพชิงสุ่ยที่หุ้มเกราะเหล็กทั้งร่าง การโจมตีของนางจึงแทบไร้ผล
น่าหลานสิ้นหวังขึ้นทุกขณะ ทหารม้าของกองทัพชิงสุ่ยเบื้องหน้ามีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนกองทหารม้าของนางกลับลดน้อยลงทุกที
นางกวาดตามองหาบางสิ่งท่ามกลางหมู่ทหารม้าอย่างเลื่อนลอย
นางอยากแน่ใจว่าพี่ชายของนาง น่าเริ่น หนีออกจากค่ายไปแล้วหรือยัง
เมื่อไม่เห็นเงาร่างอันเป็นเอกลักษณ์ของพี่ชาย น่าหลานก็คลายกังวลลงได้ครึ่งหนึ่ง
นางจะตายในสนามรบแห่งนี้ก็ได้ แต่พี่ชายของนางต้องไม่เป็นอะไร บิดายังฝากความหวังให้เขากลับไปสืบทอดภาระประมุขเผ่า นำพาคนในเผ่าให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง
หลินเฟิงใช้กล้องส่องทางไกลเฝ้าสังเกตการต่อสู้ในค่ายของคนเถื่อน
แทบจะแน่ใจได้แล้วว่า คนเถื่อนเกือบสองหมื่นคนในค่ายถูกกองทัพชิงสุ่ยของตนทำลายจนย่อยยับ
เมื่อทหารม้าชุดสุดท้ายบุกเข้าไปในค่าย ผลแพ้ชนะก็เป็นที่ประจักษ์แล้ว
หลินเฟิงถอนหายใจ วางกล้องส่องทางไกลลง แล้วกวาดตามองรอบด้าน
