ปีนี้หมิ่นซู่หรงมีอายุ 96 ปี นับว่าอาวุโสที่สุดในบรรดาประมุขสำนักเหล่านี้ ทั้งยังบำเพ็ญมานาน จิตใจจึงมั่นคงกว่าผู้บำเพ็ญตนคนอื่นมาก
เมื่อได้ฟังคำของเกาเจิ้งชิง นางก็ส่ายหน้าอย่างเชื่องช้า
“ผู้บำเพ็ญตนขั้นสูงไม่ควรมีอาการเช่นนี้ จิตใจว้าวุ่นยังพอเข้าใจได้ แต่เหตุใดปราณแท้ในร่างจึงปะปนและปั่นป่วนเล่า?”
สิ่งที่นางกล่าวก็คือข้อสงสัยของประมุขสำนักทั้งสองในห้อง ทว่า มู่เฉียนหยางเป็นประมุขสำนักจงซิง คบหากับเกาเจิ้งชิงและจี๋เฟิงสิงมาหลายปี ทั้งสามสำนักต่างร่วมเป็นร่วมตายกันมา ทั้งสองจึงไม่อยากสงสัยว่ามู่เฉียนหยางมีปัญหา
“คำของศิษย์พี่หมิ่นมีเหตุผลยิ่ง แต่จะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าศิษย์น้องมู่มีปัญหา?”
“ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ เพียงยุติการหยั่งรู้กระบี่หักและเก็บมันไว้ สิ่งนี้เป็นลางร้าย ต้องให้ทุกคนอยู่ห่างจากมันจึงจะถูก”
เมื่อได้ยินหมิ่นซู่หรงกล่าวเช่นนี้ จี๋เฟิงสิงก็ส่ายหน้า พลางยิ้มขื่นทันที
“ศิษย์พี่หมิ่นคิดง่ายเกินไปแล้ว ต่อให้พวกเรายินยอม คนจากสำนักอื่นก็คงไม่ยอมแน่”
เกาเจิ้งชิงพยักหน้าเช่นกัน “ก่อนจากไป ท่านอาจารย์อาก็เคยแสดงเจตนาว่าจะเก็บกระบี่หักไว้ แต่ผู้ใดจะเป็นคนเก็บเล่า?”
หมิ่นซู่หรงเองก็จนปัญญา ได้แต่ทอดถอนใจ
“หากเป็นเช่นนี้ต่อไป โลกผู้บำเพ็ญจะประสบหายนะใหญ่หลวง”
ดวงตาจี๋เฟิงสิงเป็นประกาย “ไม่สู้คืนกระบี่หักให้หลินเฟิง เจ้าหนุ่มผู้นี้ช่างลึกลับ บางทีอาจอยู่ร่วมกันโดยสงบได้”
เกาเจิ้งชิงแค่นเสียงเย็น “ลองดูชะตากรรมของศิษย์ในสำนักพวกเราสิ นี่เรียกว่าอยู่ร่วมกันโดยสงบหรือ?”
ภายในห้องเงียบงันลง ไม่มีผู้ใดมีวิธีที่ดี
