ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เหยียนจิ่นก็ทนไม่ไหว หลังฝืนรับเท้าของหลินเฟิงไปหลายครั้ง ในที่สุดก็ปีนขึ้นฝั่งมาได้
ทั้งสองจึงเปลี่ยนจากต่อสู้กันใต้น้ำ มาเป็นสู้กันบนฝั่ง
เวลานี้ทั้งคู่ประมือกันมานานกว่าสองชั่วยามแล้ว ฟ้าก็เริ่มสาง
เหยียนจิ่นทำได้เพียงตั้งรับและถูกซ้อม ไม่อาจโต้กลับ
แน่นอนว่าเขากัดฟันฝืนทน แม้มีโอกาสโต้กลับก็ยังเลือกละทิ้งมัน
เพราะถึงจะโจมตีถูกตัวหลินเฟิง อีกฝ่ายก็ไม่บาดเจ็บแม้แต่น้อย ทั้งยังไม่ทำให้ความเร็วหมัดเท้าลดลงสักนิด
เหยียนจิ่นกำลังเดิมพัน โดยหวังว่าหลินเฟิงเองก็ใกล้หมดแรงแล้ว การตั้งรับย่อมประหยัดแรงกว่าการบุก แม้จะต้องถูกโจมตีอยู่มากก็ตาม
ผ่านไปอีกหนึ่งเค่อ เมื่อเห็นว่าหลินเฟิงยังคงเป็นเช่นเดิม เหยียนจิ่นก็ทนต่อไปไม่ไหว ทั้งกำลังกายและจิตใจอ่อนล้าลงพร้อมกัน เห็นหลินเฟิงยังคงบ้าคลั่ง จึงได้แต่ตะโกนเสียงดัง
“หยุดมือ หยุดมือ หยุดเดี๋ยวนี้!”
เวลานี้หลินเฟิงหมดเรี่ยวแรงจริง ๆ เมื่อได้ยินเสียงตะโกนของเหยียนจิ่น จึงอาศัยจังหวะนั้นหยุดหมัดเท้า แล้วทรุดนั่งลงกับพื้นทันที
แม้กล้ามเนื้อและกระดูกจะปวดเมื่อย อ่อนล้า เรี่ยวแรงหมดสิ้น ทว่าจิตใจกลับแจ่มใสเบิกบาน ดวงตาทั้งคู่ราวกับมีแสงเปล่งประกาย
เขาจ้องเหยียนจิ่นอย่างเจิดจ้า แต่ความคิดกลับหวนเข้าสู่ร่างกายของตน
ปราณแท้ผ่านการขัดเกลาอย่างหนักหน่วงครานี้ จนบริสุทธิ์ขึ้นมาก ร่างกายเหนียวเหนอะหนะ ขับสิ่งเจือปนชั้นหนึ่งออกมาราวกับขยะ
ปราณแท้ไหลเวียนคล่องแคล่ว สดชื่น เส้นลมปราณยิ่งแข็งแกร่งและกว้างขวางขึ้น
การถูกซ้อมครานี้ ผลลัพธ์ดีกว่าการปิดด่านฝึกฝนด้วยตนเองหนึ่งปีเสียอีก
แม้ไม่มีอาจารย์ชี้แนะ หลินเฟิงก็สัมผัสได้ว่า ณ ขณะนี้ตนคล้ายดักแด้ที่กำลังจะกลายเป็นผีเสื้อ บางทีอีกเพียงชั่วขณะเดียวก็อาจทะลวงขอบเขตขึ้นสู่ระดับใหม่
