ร่างที่ไม่เคยขยับของโฮริเบะ ทากาชิพลันสั่นไหว ศีรษะค่อย ๆ หันไปมาอยู่สองสามครั้ง
“ไม่มีหรอก ข้าบำเพ็ญเพียรมาร่วมร้อยปี แม้มีจิตใจแน่วแน่อดทน ทว่ากลับไร้พรสวรรค์ เกรงว่าชาตินี้คงไร้หวังแล้ว...”
“น่าเสียดาย”
“ไม่มีสิ่งใดน่าเสียดาย ชีวิตคนเราก็เช่นพืชพรรณที่ผลัดใบตามฤดูกาล ล้วนเป็นเพียงผู้ผ่านทางชั่วคราว ผู้ใดเป็นผู้ที่สวรรค์เลือก บางทีสวรรค์อาจลิขิตไว้แต่แรกแล้ว สิ่งที่เป็นของเจ้า ย่อมปัดความรับผิดชอบมิได้ สิ่งที่มิใช่ของเจ้า ต่อให้ฝืนไขว่คว้าก็ไม่อาจได้มา”
หลินเฟิงพยักหน้า “ท่านเองก็เป็นผู้ที่มองเรื่องต่าง ๆ ได้กระจ่าง บำเพ็ญเพียรมาชาตินี้ไม่เสียเปล่า”
“ฮ่า ๆ หากชีวิตเริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้ง บางทีข้าอาจเลือกเส้นทางอื่น”
“เสียใจแล้วหรือ?”
“คงเรียกว่าเสียใจไม่ได้...”
หลินเฟิงถอนหายใจ ก่อนเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“ท่านคงรู้แล้วว่านครหลวงต้าเหอใกล้จะตกอยู่ในอันตราย จักรพรรดิคัมมุคงประคองสถานการณ์ได้อีกไม่กี่วัน ท่านมีแผนการอย่างไร?”
โฮริเบะ ทากาชินิ่งเงียบไปครู่ใหญ่
“ทุกสิ่งล้วนมีชะตากำหนด สิ่งที่ควรมาถึงย่อมหลบไม่พ้น ส่วนสิ่งที่ไม่ควรมาถึง ไยต้องกังวลให้มากความ”
เห็นเขาพูดเช่นนี้ หลินเฟิงจึงลุกขึ้นยืน
“เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็หวังว่าท่านจะยืนหยัดในมรรคาของตนต่อไป อย่ายื่นมือเข้าไปยุ่งเรื่องทางโลกโดยพลการ จนทำลายการบำเพ็ญเพียรของตน”
ราวกับโฮริเบะ ทากาชิไม่ได้ยินคำพูดของหลินเฟิง ทว่าเขากลับลืมตาขึ้น
“หลินเฟิง สำนักเหอฉีเป็นฝีมือเจ้างั้นหรือ?”
หลินเฟิงหันหลังเตรียมเดินออกไปแล้ว แต่พลันชะงักฝีเท้า
