ยามนี้ ภายนอกยังคงดูสงบเรียบร้อยทุกประการ สาเหตุหลักเป็นเพราะกองทัพเจิ้นซีมั่นคงแข็งแกร่ง แม่ทัพที่ถูกแทรกซึมหรือถูกสั่นคลอนนั้น มิใช่ว่าไม่มีเลย ทว่ามีอยู่ไม่มาก
หลินเฟิงเข้าใจดี ตราบใดที่กองทัพยังอยู่ในกำมือ อำนาจปกครองก็ย่อมไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก
ส่วนขุนนางที่กำลังหวั่นไหวหรือหวั่นไหวไปแล้ว ขอเพียงเขาปรากฏตัว พวกนั้นก็จะสงบเสงี่ยมลงทันที ไม่กล้าก่อความวุ่นวาย
ทว่านี่มิใช่สถานการณ์ที่หลินเฟิงต้องการ เขาต้องทำให้ขุนนางทุกคนสงบเสงี่ยมลงอย่างแท้จริง ต่อให้วันหนึ่งเขาไม่อยู่แล้ว พวกนั้นก็ยังต้องดำเนินตามนโยบายที่เขาวางไว้
หลินเฟิงครุ่นคิดไปพลาง เดินไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้าไปพลาง
ตามความคิดของหลินเฟิง ในเมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้ว ก็ต้องแก้ไขไปทีละเรื่อง
แม้ราชสำนักต้าจงจะเหลือเพียงชื่อ ทว่าก็ยังเป็นความชอบธรรมในสายตาของบัณฑิตมากมาย รวมถึงทหารบางส่วนในกองทัพเจิ้นซี ซึ่งถือเป็นเกียรติในการตอบแทนแผ่นดิน สร้างคุณงามความดี และนำเกียรติยศมาสู่วงศ์ตระกูล
หลินเฟิงไม่อาจโค่นราชสำนักลงในคราวเดียว
แน่นอน ยิ่งไม่อาจปล่อยให้พวกไร้ประโยชน์เหล่านั้นแอบก่อเรื่องลับหลังตน
ดูท่าทีที่เขาปฏิบัติต่อพวกนั้นจะอ่อนโยนเกินไป จึงทำให้พวกนั้นเกิดความคิดเป็นอื่น
“ท่านผู้มีบุญ โปรดสงสารข้าสักนิดเถิด ขออาหารให้ข้าบ้างได้หรือไม่?”
ขณะที่หลินเฟิงกำลังครุ่นคิด จู่ ๆ ขอทานน้อยคนหนึ่งซึ่งสกปรกมอมแมม ดูแล้วอายุราวสิบขวบก็เข้ามาใกล้ ยื่นมือดำปี๋ข้างหนึ่งออกมา จนเกือบจะแตะตัวเขา
แม้ขอทานน้อยจะสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ใบหน้าเปื้อนคราบสกปรก ทว่าดวงตาเล็ก ๆ คู่นั้นกลับกลอกกลิ้งว่องไว ทั้งยังมีประกายสุกใส
