เมื่อเห็นพี่หู่กับพังซิ่วยืนอยู่ด้านข้าง แววตาของทั้งคู่เผยความยินดีออกมา หลินเฟิงมองออกว่านั่นมิใช่การเสแสร้ง
การถูกผู้อื่นใช้ประโยชน์ได้ อย่างน้อยก็แสดงว่าตนมีคุณค่าให้ใช้ประโยชน์ โลกใบนี้ก็เป็นเช่นนี้ ผู้ใดมีชีวิตรอดไปจนถึงที่สุด ผู้นั้นจึงเป็นผู้ชนะ
ซางเข่อเซินจัดขบวนให้เรียบร้อย ก่อนขนถุงขยะลงจากรถม้า คนส่วนใหญ่เดินทางกลับเมืองประจำแคว้นจิงหนานไปพร้อมกับขบวนรถ
หลินเฟิงกับพวกอีกสองคนถูกทิ้งไว้ มองขบวนรถค่อย ๆ เคลื่อนออกจากเมือง มุ่งสู่ถนนหลวงที่ไปยังเมืองจิงหนาน
ซางเข่อเซินจึงดึงแขนเฉียวจวี้ซาน พาเดินไปด้านข้าง
ทั้งสองมาหยุดอยู่ข้างกำแพงที่พังทลาย แล้วกระซิบกระซาบกันอยู่พักหนึ่ง
พี่หู่ขยับเข้ามาหาหลินเฟิงกับเย่เหลียงไฉ ก่อนกวาดตามองทั้งคู่ตั้งแต่หัวจรดเท้า
“ฝีมือยุทธ์สูงส่งสมคำร่ำลือ โจรขี่ม้าหลายร้อยคนยังทำอันใดพวกพี่น้องเจ้าไม่ได้ นับถือจริง ๆ”
เย่เหลียงไฉหัวเราะเย็นชา “ตอนโจรขี่ม้าบุกมา เจ้าไปอยู่ที่ใด?”
พี่หู่ตบอกตนเองเบา ๆ
“ข้าเป็นองครักษ์ข้างกายคุณชายพั่ง ย่อมต้องติดตามเจ้านาย คุณชายพั่งไปที่ใด ข้าก็ต้องไปที่นั่น”
“แต่พอโจรขี่ม้าบุกมา คุณชายพั่งของเจ้ากลับหนีเร็วเสียจริง”
“ช่วยไม่ได้ โจรขี่ม้ามีกำลังคนมากมาย พวกเราสู้ไม่ไหว”
“แล้วตอนหนี เหตุใดไม่เรียกพวกเราสักคำ?”
พี่หู่ก้าวเข้ามา คว้าคอเสื้อเย่เหลียงไฉแล้วดึงเขามาไว้ตรงหน้า
“หลินเอ้อร์ พูดตามตรง ตอนนั้นข้าเรียกเจ้าหรือไม่?”
เย่เหลียงไฉชะงัก ขมวดคิ้วนึกย้อนถึงเหตุการณ์ในตอนนั้น
ตนกำลังประลองกับพังซิ่ว หรือจะกล่าวว่าเป็นการร่ายกระบี่เป็นเพื่อนนางเสียมากกว่า ตอนโจรขี่ม้าบุกมา ดูเหมือนพี่หู่จะตะโกนเรียกพวกเขาอยู่คำหนึ่ง
เพราะตอนนั้นใจของเขาจดจ่ออยู่กับหลินเฟิง ในฐานะองครักษ์ เขาต้องคุ้มครองพี่ใหญ่เป็นสิ่งแรก จึงมิได้ใส่ใจเรื่องอื่นนัก
