กองทัพกบฏสามหมื่นนายกำลังเคลื่อนทัพอย่างเร่งรุด พลันได้รับรายงานศึกว่าเมืองติ้งหย่วนถูกกองทัพเจิ้นซียึดครองแล้ว
เซินจวิ้นกับไล่เว่ยเซิ่งต่างมีสีหน้าตื่นตะลึง
“อะไรนะ เมืองติ้งหย่วนถูกตีแตกไปเช่นนี้ได้อย่างไร?”
เซินจวิ้นยังพอเข้าใจได้ เพราะรู้ว่าทหารประจำเมืองไร้ความสามารถ ทว่าถึงอย่างไรก็ยังมีคนอยู่แปดพันกว่าคนกระมัง
ส่วนไล่เว่ยเซิ่งกลับกลัดกลุ้ม ในเมืองติ้งหย่วนมิใช่มีเจ้าหอไป๋เหยียนเหวินกับเจ้าหออวี๋ซู่อยู่หรอกหรือ?
สมาชิกนิกายก็น่าจะมีไม่น้อยกว่าสองหมื่น เหตุใดจึงถูกอีกฝ่ายตีเมืองแตกได้อย่างง่ายดาย?
สิ่งที่ทำให้ทั้งสองยิ่งงุนงงก็คือคำว่าอสนีบาตในรายงานศึก
กองทัพเจิ้นซีเรียกอสนีบาตลงมาจากฟากฟ้า แล้วทำลายหอประตูเมืองจนราบเป็นหน้ากลองได้จริงหรือ?
ช่างเหลือเชื่อเกินไป ทั้งยังเหนือความเข้าใจของทั้งสองคนโดยสิ้นเชิง
“แม่ทัพเซิน ข้ามิได้อ่านผิดไปใช่หรือไม่ กองทัพเจิ้นซีเรียกอสนีบาตลงมาจริงหรือ?”
ไล่เว่ยเซิ่งอ้าปากค้าง
เซินจวิ้นเองก็ไม่อาจเข้าใจถ้อยความในรายงานศึก จึงอ่านทบทวนซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ
“คงมิได้อ่านผิด เรื่องนี้มีพิรุธ จำต้องรายงานแม่ทัพใหญ่”
ไล่เว่ยเซิ่งส่ายหน้า “ไม่จำเป็นต้องรายงาน รายงานศึกของแม่ทัพใหญ่ย่อมไปถึงก่อนพวกเรา สิ่งที่พวกเราต้องทำมีเพียงสืบให้รู้ว่ากองทัพเจิ้นซีมีแผนการใด จึงจะตีให้แตกพ่ายได้ในคราเดียว”
เซินจวิ้นสะบัดรายงานศึกในมือ
“ข่าวที่เราได้รับมีน้อยเกินไป แทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับกองทัพเจิ้นซีเลย แล้วศึกนี้จะรบอย่างไร?”
ไล่เว่ยเซิ่งยิ้มกล่าว “เจิ้นซีเป็นถิ่นกันดารแร้นแค้น ชาวบ้านก็เป็นเพียงพวกบ้านนอก จะเคยเห็นศึกสังหารผู้คนมากมายเช่นนี้ได้ที่ไหน”
