“ขอบพระทัยท่านอ๋องที่ทรงเมตตา ซูต๋าขอดื่มคารวะท่านอ๋องหนึ่งจอก”
ทั้งสองยกจอกกระทบกัน ก่อนดื่มรวดเดียวจนหมด แล้วหัวเราะให้กัน
จากนั้นจ้าวหลินก็เอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ซูต๋ามีวิธีดำเนินการที่เป็นรูปธรรมแล้วหรือไม่?”
อวี๋ซูต๋ายิ้มอย่างได้ใจ “ย่อมมี เริ่มจากให้เขานำเงินสองแสนตำลึงมาลงก่อน ซึ่งเป็นจำนวนที่ตกลงกันไว้แต่แรก จากนั้นให้ลงนามในสัญญาว่าจะจ่ายผลตอบแทนสามส่วน สิบวันให้หลัง เขาจะได้รับเงินคืนสองแสนหกหมื่นตำลึง”
หวังไฉอุทานด้วยความตกตะลึง “หา? ให้เขามากถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”
“ดังคำกล่าวที่ว่า หากไม่ยอมสละลูก ก็จับหมาป่าไม่ได้ ใช้ผลประโยชน์มหาศาลล่อให้เขานำเงินทั้งหมดมาลง ฮ่า ๆ...”
“แล้วถ้าเขาไม่ลงเล่า?”
ไป๋ฉางซงถามพลางขมวดคิ้ว
“ก็เพิ่มผลตอบแทนขึ้นอีก ให้เขาปฏิเสธไม่ลง”
กู่ซู่ฉี่เป็นคนพูดไม่เก่ง ส่วนใหญ่จึงเงียบขรึม ทว่าความคิดกลับละเอียดรอบคอบที่สุด
“ท่านอ๋อง พี่น้องทุกท่าน เรื่องนี้ต้องระมัดระวัง อย่าปล่อยให้ผู้อื่นใช้กลอุบายย้อนกลับมาเล่นงานเรา”
อวี๋ซูต๋าหัวเราะเย็นชา “ที่นี่คือนครหลวงแห่งต้าจง กองกำลังของอ๋องเจ็ดจะมีไว้กินเงินหลวงไปวัน ๆ หรือ?”
จ้าวหลินตบโต๊ะสุรา “พูดได้ถูก หากเขากล้าก่อเรื่อง ข้าจะทำให้เขาสูญทั้งทรัพย์ทั้งคน”
เมื่อได้ยินจ้าวหลินกล่าวเช่นนี้ ทุกคนจึงรู้สึกว่าเรื่องนี้พอจะวางใจได้
อย่างมากก็ให้ทหารรักษาพระนครจับตัว แล้วริบทรัพย์ พวกเขาก็ไม่เสียหายอันใดอยู่ดี
“ดี ดำเนินการตามนี้”
คนในห้องต่างพากันเอ่ยเห็นชอบ
จ้าวหลินหันไปกล่าวกับหวังไฉ “เรื่องนี้เจ้าเป็นผู้จัดการ ถึงเวลานั้นแบ่งเงินให้เจ้ามากขึ้นหน่อย ดีหรือไม่?”
หวังไฉลุกขึ้นทันที แล้วประสานมือคำนับ