มู่เฉียนหยางมาถึงเมื่อวันก่อน เขาได้รับข่าวว่ากระบี่หักในมือหลินเฟิงถูกส่งมอบให้เกาเจิ้งชิงแล้ว
ยามนี้ทั้งสองนั่งประจันหน้ากัน จิบชาอยู่ด้วยกัน
“น้องหลิน เหตุใดเจ้าจึงยอมมอบสมบัติล้ำค่าเช่นนี้ให้ผู้อื่นง่าย ๆ เล่า?”
คำถามนี้วนเวียนอยู่ในใจมู่เฉียนหยางมาโดยตลอด จนกระทั่งยามนี้เขาจึงเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
หลินเฟิงยิ้ม “พี่มู่รู้เรื่องคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นบนภูเขาอวี้ฝูหรือไม่?”
มู่เฉียนหยางโบกมือ “ก็เหยียนซู่แห่งสำนักเจิ้งอีนั่นมิใช่หรือ ใครใช้ให้มันมาแย่งสมบัติของน้องชายเล่า หากเป็นข้า ข้าก็ต้องฆ่ามันเช่นกัน”
เขาดื่มชาจนหมดถ้วย แล้วโน้มกายเข้ามาใกล้
“แต่จะว่าไป เหยียนซู่ถูกกระบี่หักสังหารใช่หรือไม่?”
หลินเฟิงพยักหน้า
“ฮ่า ๆ น้องหลิน บอกความจริงกับพี่สักคำได้หรือไม่ว่าเหตุใดกระบี่หักเล่มนั้นจึงพิสดารถึงเพียงนี้?”
หลินเฟิงส่ายหน้า “เฮ้อ วัตถุอัปมงคลและชั่วร้ายยิ่งใหญ่ในโลกผู้บำเพ็ญ หากไม่มีฤทธิ์เช่นนี้ จะสมกับชื่อเรียกได้อย่างไร”
“อืม ๆ ก็จริงอยู่ แต่...ผู้บำเพ็ญขั้นสูงคนหนึ่งกลับถูก...”
มู่เฉียนหยางเบ้ปากใส่หลินเฟิง ทำท่าสูดปากด้วยความหวาดหวั่น
หลินเฟิงมองเขาด้วยแววตาจริงใจ
“เพราะเหตุนี้น้องจึงมอบมันให้เจ้าสำนักเกา กระบี่หักเล่มนั้นชั่วร้ายเกินไป”
มู่เฉียนหยางยิ้ม “น้องหลินช่างพูดเล่นเก่งนัก เจ้าครอบครองกระบี่เล่มนี้มานานไม่น้อยแล้วกระมัง เหตุใดจึงไม่บาดเจ็บแม้แต่น้อย กลับก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เรื่องนี้ต้องมีเบื้องหลังเป็นแน่”
หลินเฟิงพยักหน้าอย่างจริงจัง “อืม ข้าต้องบูชามันประหนึ่งบรรพบุรุษ ทุกวันยามครอบครองมัน ข้านอนไม่หลับและไม่กล้ากะพริบตา ต่อให้ระมัดระวังถึงเพียงนี้ ในใจก็ยังไม่อาจวางใจ เกรงว่าหากพลาดเพียงนิดเดียวจะมีจุดจบอันน่าอนาถ”
