พยัคฆ์เดียวดายเขียนไว้ในสารท้ารบอย่างชัดเจนว่า ต้องการให้หลินเฟิงออกศึกด้วยตนเอง ทั้งสองฝ่ายต่างนำทหารม้ามาฝ่ายละ 3,000 นาย
จะประลองทหารม้ากันก็ได้ หรือจะสู้ตัวต่อตัวกับเขาก็ย่อมได้
ในสารท้ารบยังระบุอีกว่า หากพยัคฆ์เดียวดายพ่ายแพ้ เขาจะหันหลังกลับเผ่าเที่ยเจินทันที ชั่วชีวิตนี้จะไม่ย่างกรายเข้าสู่ต้าจงอีก
หากเขาชนะ ก็จะกลับเผ่าทันทีเช่นกัน และจะไม่เข้ามาในเขตต้าจงอีก
หลินเฟิงอ่านเนื้อหาในสารท้ารบแล้วก็เข้าใจได้ว่า
พยัคฆ์เดียวดายผู้นี้ แม้จะเป็นเพียงนายกองเกราะเงิน แต่กลับมีอำนาจตัดสินใจในค่ายคนเถื่อน
ไม่จำเป็นต้องฟังคำสั่งของว่านเหยียนชิงเทียน
อยากมาก็มา อยากไปก็ไป
คนผู้นี้มีความสามารถพิเศษอันใดกัน?
หลินเฟิงเองก็เริ่มสนใจขึ้นมา
กองทัพคนเถื่อนหวาดกลัวกองทัพชิงสุ่ยของเขาจากก้นบึ้งหัวใจแล้ว
ไม่มีผู้ใดเต็มใจเสนอตัวมาปะทะกับกองทัพชิงสุ่ยของเขา
แต่พยัคฆ์เดียวดายกลับไม่สนใจเรื่องเหล่านี้ ทั้งยังเรียกร้องให้ประลองกับหลินเฟิงตามลำพัง
หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน หลินเฟิงก็หัวเราะหึ ๆ อยู่คนเดียว
ในเมื่อกล้ามาแล้ว คิดจะกลับไปก็ไม่ง่ายนักหรอก
ขณะที่กำลังครึ้มอกครึ้มใจ จู่ ๆ เขาก็หันไปเห็นไป๋จิ้งกำลังจ้องมองตนด้วยดวงตากลมโตงดงาม ไม่กะพริบแม้แต่น้อย
“มีอะไร? เขียนจดหมายตอบเสร็จแล้วหรือ?”
ไป๋จิ้งเผยรอยยิ้มสดใส “พี่ใหญ่กำลังคิดแผนร้ายอันใดอยู่หรือ?”
“อะไรเรียกว่าแผนร้าย?”
“เห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์บนใบหน้าท่าน ก็รู้แล้วว่าคงไม่ใช่เรื่องดี”
ไป๋จิ้งเอ่ยพลางยื่นจดหมายตอบซีเซี่ยให้หลินเฟิง
“ลองดูเถิด ยังมีสิ่งใดตกหล่นหรือไม่”
หลินเฟิงรับจดหมายมาตรวจดูรอบหนึ่ง
“ใช้ได้แล้ว ถ้อยความชัดเจนดี ให้พวกเขาเลือกเองเถิด ราวกับข้ากลัวพวกเขาอย่างไรอย่างนั้น”
